บทที่ ๑ ทางเลือกอีกทางในการรักษาโรค
เมื่อฤดูร้อนปี ค.ศ. 1964 นายนอร์แมน
คูซินส์ นักเขียนและบรรณาธิการชาวอเมริกัน เดินทางกลับจากต่างประเทศถึงบ้าน เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้
ต่อมาไม่นานก็เจ็บและตึงตามข้อกระดูกและเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นก็แทบจะขยับตัวไม่ได้เอาเสียเลย
นายนอร์แมนจึงได้ไปหาหมอ
หมอตรวจโยละเอียดถี่ถ้วนแล้ววินิจฉัยว่าเป็นโรคข้ออักเสบตรงเนื้อเยื่อรอยต่อต่างๆในร่างกาย
คนป่วยที่เป็นโรคนี้จะเกิดอาการตึงเคลื่อนไหวไม่ได้ที่กระดูกรอยต่อสันหลัง
ซี่โครง คอ และขากรรไกร
เฉพาะรายนายนอร์แมนนี้มีอาการหนักกว่าปกติ
หมอบอกว่าเขามีโอกาสรอดชีวิตเพียง 1 ใน 500 เท่านั้น
ตัวนายนอร์แมนเองแม้ว่าจะเผชิญกับโรคร้ายแรงถึงตายเช่นนี้ก็ยังไม่ท้อแท้แต่ได้มุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับโรคร้ายนี้อย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว
ในหนังสือขายดีเล่มหนึ่งตีพิมพ์เมื่อปี
ค.ศ. 1976 ชื่อ Anatomy of an Illness As Perceived
by the Patient นายนอร์แมนได้เขียนบรรยายประสบการณ์ของตนเองไว้ว่า
เขาสนใจวิชาการทางแพทย์มานานแล้ว
ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์มาอย่างกว้างขวาง รู้สึกประทับใจเรื่อง “พลาซีโบ” คือยาหลอกๆที่ไม่มีสรรรพคุณจะรักษาโรคอะไรได้แน่นอน
แต่บางทีก็ใช้รักษาโรคได้
โดยวิธีที่หมอพยายามจูงใจและพูดจาชี้นำให้คนป่วยเชื่อมั่นในสรรพคุณยา
นายนอร์แมนมีความเห็นคล้อยตามความเชื่อที่ว่า
อารมณ์ของเราเองมีอิทธิพลอย่างมากต่อสุขภาพของคนเรา
ที่เขาสนใจเป็นพิเศษคือผลงานของนักออร์แกนิคเคมีชื่อ ฮันส์ เซยเย ในหนังสือชื่อ The Stress of Life ที่ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1956
ซึ่งได้กล่าวถึงความเสียหายในร่างกายของคนเราต่อระบบเคมีที่เกิดจากความเครียดและอารมณ์ในเชิงลบ
“ปัญหาก็เลยเกิดแวบขึ้นมาในใจของผม”นายนอร์แมนเขียนไว้ในหนังเล่มดังกล่าว”แล้วอารมณ์ในเชิงบวกล่ะ?
คือ
หากอารมณ์ในเชิงลบก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเชิงลบในร่างกายได้แล้ว
เหตุไฉนอารมณ์เชิงบวกจึงจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเชิงบวกในร่างกายได้เล่า?
เป็นไปได้ไหมที่ความรัก ความหวัง ความศรัทธา การหัวเราะ ความมั่นใจ
และความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
มีคุณค่าด้านบวกในการรักษาเยียวยาโรคของคนเราได้?”
นายนอร์แมนจึงตัดสินใจจะใช้อารมณ์ในเชิงบวกเป็นยาแก้อาการของโรคที่โยงใยถึงอาการทางจิตที่ร้ายแรง
คือ การตื่นตระหนกและการสิ้นหวังในชีวิต
ทั้งนี้โดยการร่วมมือกับหมอของเขา
คือยังคงให้หมอรักษาด้วยวิธีการแพทย์สมัยใหม่ต่อไป
ส่วนเขาเองก็ได้พัฒนาสิ่งที่เขาเรียกว่า”สภาพแวดล้อมที่เป็นมงคล...เพื่อการหายจากโรค”
องค์ประกอบของการจัดสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ
“การบำบัดโรคด้วยการหัวเราะ” คือการดูภาพยนตร์ตลกขบขันของมาร์กซ์
บราเฮอร์ และอ่านหนังสือแนวตลกขบขัน เป็นต้น
ผลของการกระทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยลดความเจ็บปวดในร่างกายของเขาได้แล้ว
ยังช่วยให้นอนหลับอย่างสงบและช่วยปรับปรุงเคมีเลือดในร่างกายของเขาอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้วนายนอร์แมนยังได้ขออนุญาตนายแพทย์ออกจากโรงพยาสบาลไปพักอยู๋ในโรงแรมที่มีบรรยากาศสงบๆไม่มีใครรบกวน
เพียงแปดวันหลังจากที่นายนอร์แมนเริ่มมีส่วนอย่างจริงจังในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเช่นว่านี้
นายแพทย์ก็ถึงกับตะลึงงันเมื่อปรากฏว่า อาการของนายนอร์แมนดีวันดีคืนได้แทบไม่น่าเชื่อ
นายนอร์แมนสามารถกลับไปทำงานได้แค่ 4
เดือนหลังจากที่ได้เริ่มรักษาตัวเองด้วยวิธีการแปลกประหลาดผิดหลักการแพทย์สมัยใหม่นี้
และในที่สุดนายนอร์แมนก็หายจากโรคนี้เพียงเวลาไม่กี่ปีต่อมา
คนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ก็อาจจะบอกว่า
ที่นายนอร์แมนหายจากโรคได้นั้น
เป็นเพราะหมอวินิจฉัยโรคผิดพลาดมาตั้งแต่แรก(คือโรคที่นายนอร์แมนเป็นนั้นไม่ใช่โรคร้ายชนิดที่มีโอกาสรอดแค่
1 ใน 500 อย่างที่เข้าใจ)
แต่ตัวนายนอร์แมนเองและญาติสนิทมิตรสหายอื่นๆไม่ได้คิดเช่นนั้น
หากแต่เชื่อว่าที่โรคหายไปได้นั้นแสดงให้เห็นถึงกระบวนการลี้ลับของความเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ระหว่างจิตกับกาย
ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของคนเรา
ขณะที่วงการแพทย์ตะวันตกเพิ่งจะเห็นพ้องต้องกันว่าความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันระหว่างจิตกับกายเป็นองค์ประกอบอันหนึ่งในการรักษาสมดุลสุขภาพแต่หลักการที่ว่านั้นกลับเป็นวิชาการขั้นพื้นฐานที่ปฏิบัติกันอยู่นอกแวดวงการแพทย์สมัยใหม่
วิธีการแบบนี้ถูกจัดในกลุ่มการรักษาโรคที่เรียกกันว่า”การรักษาโรคด้วยวิธีการอื่น” ซ฿งทำกันมานานแล้ว
เช่น วิธีฝังเข็ม การใช้ยาแผนโบราณ และการใช้มือสัมผัส
ตลอดจนการรักษาโรคที่เพิ่งจะคิดค้นกันขึ้นมาใหม่ในสหรัฐอเมริกา เช่น
วิธีการรักษาโรคด้วยอัญมณีและสมุนไพร เป็นต้น
พวกที่ยึดถือตามแนวการแพทย์แบบตะวันตก
ถือว่าวิธีการรักษาโรคแบบนี้อยู่นอกขอบข่ายวิทยาศาสตร์การแพทยื
และถือว่าเป็นวิธีการที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง
ทั้งยังเป็นอันตรายร้ายแรงแก่คนป่วยได้ด้วย
ส่วนผู้ที่ยึดถือวิธีการนอกตำราวิทยาศาสตร์ก็โต้แย้งว่า
พวกเขาไม่ได้คิดอ่านที่จะทำอะไรพิลึกพิลั่นแหวกแนวขึ้นมาใหม่แต่ประการใด
แต่นำเอาวิธีการที่มีมาแต่โบราณมาใช้เท่านั้น
เป็นการนำเอาภูมิปัญญาของคนโบราณกลับมาใช้รักษาโรคที่นอกเหนือจากวิธีการ”เฉียบพลัน”ของวงการแพทย์สมัยใหม่เท่านั้นเอง
ผู้ที่สนับสนุนวิธีการรักษาโรคที่เป็นทางเลือกใหม่(อันที่จริงเป็นทางเก่า”นี้อ้างว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแพทย์แผนโบราณที่มีต้นกำเนิดมาจากหลายวัฒนธรรม
ทั้งที่มีอยู่แล้วในอดีตและยังมีอยู่ในปัจจุบัน
วิธีการที่ใช้ในการรักษาโรคมีตั้งแต่วิธีการเข้าทรงและร่ายรำของพวกหมอผี
วิธีนอนทางใน(เข้าทรง) ของเอ็ดการ์ เคย์ซี วิธีการรักษาด้วยอิงศรัทธาของศาสนา
วิธีการนวดด้วยหลัก”ชิอัตสุ”
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนผู้รักษาส่วนใหญ่ก็มีความเห็นตรงกันว่าจิต
กายและวิญญาณมีความเกี่ยวพันโยงใยถึงงกันอย่างลึกซึ้ง
ผู้ที่เชื่อตามทฤษฎีนี้เห็นว่า
ที่คนเรามีสุขภาพดีนั้นก็เพราะความกลมกลืนหรือสมดุลระหว่างพลังงานต่างๆที่ทำหน้าที่ควบคุมสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง
ส่วนที่คนเราเจ็บป่วยขึ้นมานั้นก็เพราะพลังงานเหล่านี้เกิดไม่สมดุลหรือไม่พอดีกันขึ้นมานั่นเอง
แนวความคิดที่ว่านี้มิใช่สิ่งที่เกิดใหม่ในศตวรรษนี้แต่อย่างใด
หากทว่าเป็นแนวคิดที่มีมาก่อนหน้านี้นับเป็นพันๆปี
เช่น ในวัฒนธรรมจีนและวัฒนธรรมอินเดีย ก็มีประเพณีความเชื่อที่ถือสืบๆกันมา
ซึ่งมีข้อสรุปตรงกันว่า โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวงนับแต่โรคหวัดกระทั่งถึงโรคมะเร็ง
เป็นอาการที่เกิดจากการขาดสมดุลภายในร่างกายของคนเรา
ดังนั้นเป้าหมายของแพทย์แผนโบราณจึงอยู่ที่การช่วยคนป่วยฟื้นฟูสภาวะสมดุลให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งและเมื่อทำได้ก็จะช่วยให้คนป่วยกลับมามีสุขภาพดีดังเดิม
วิธีการแพทย์สมัยใหม่ซึ่งอิงอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้เริ่มหยั่งรากมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่
18 และได้กลายเป็นแบบอย่างในการรักษาโรคอย่างขึ้นหน้าขึ้นตาในประเทศตะวันตกที่มีความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่
19
พวกหมอสมัยใหม่จึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการรักษาโรคโยทางเลือกใหม่นี้
หมอเหล่านี้ถูกฝึกมาให้มีความชำนิชำนาญในระบบต่างๆภายในร่างกายมนุษย์
ทั้งให้มีความเชื่อว่าการที่จะทำลายโรคในร่างกายคนป่วยได้ก็โดยอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัยเท่านั้น
หมอพวกนี้จึงเห็นว่าการรักษาโรคด้วยวิธีการอย่างอื่นเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผล
นอกจากนั้นแล้วยังเห็นว่าวิธีการรักษาโรคที่ผิดไปจากแบบแผนทางการแพทย์สมัยใหม่นี้ไม่สามารถนับเป็นสถิติได้ว่าคนป่วยกี่คนรักษาหายกี่คน
ทั้งไม่สามารถจะตรวจสอบให้มั่นใจได้ว่าคนป่วยนั้นหายจากโรคนั้นแล้วจริงๆ
ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่หมอสมัยใหม่และนักวิทยาศาสตร์จะต้องปฏิเสธการรักษาโรคแบบโบราณกับทั้งยังดูหมิ่นหมอที่ใช้วิธีการนี้เสียอีกด้วยทั้งๆที่ตัวเองก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดีว่า
โรคและคนเป็นโรคต่างๆนั้นหาได้เป็นอย่างที่ตำราแพทย์สมัยใหม่บอกไว้ทุกอย่างทุกกรณีเสมอไปไม่
เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
ได้มีการค้นพบวิชาการด้านจิตวิทยา ประสาทวิทยา ชีวเคมีและวิทยาภูมิคุ้มกัน
วิทยาการเหล่านี้ล้วนแต่สามารถทดสอบได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ทำให้วงการแพทย์ได้มองเห็นมิติใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของโรคภัยไข้เจ็บและสุขภาพของคนเรา
การวิจัยใหม่ๆที่กระทำกันได้แสดงให้เห็นว่าปัญหาทางอารมณ์ที่เรื้อรังบางทีก็เป็นเหตุการณ์เจ็บป่วยทางร่างกายได้
โรคบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบและโรคความดันโลหิตสูงเกิดจากความเครียด
จังหวะการเต้นของหัวใจและชีพจรสามารถบังคับได้โยการใช้กระบวนการที่เรียกว่า “ไบโอฟีดแบ็ค”
วิธีการบำบัดโรคบางอย่าง เช่น
การนยวดและการฝังเข็ม
สามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาซึ่งช่วยรักษาโรคแก่คนป่วยบางรายได้
ความเจ็บปวดสามารถควบคุมได้ด้วยพลังจิตและด้วยสารเคมีที่เรียกว่า “เอนโดฟินด์” ซึ่งสารชนิดนี้ร่างกายจะขับออกมาเองเมื่อจิตใจเกิดความเครียดหรือตื่นเต้นมากๆ
ยา”พลาซีโบ”(ยาหลอกๆ)
สามารถให้ผลทางการรักษาโรคเหมือนกับยาจริงๆได้ ดังนี้เป็นต้น
แม้ว่าแพทย์แผนโบราณกับแพทย์แผนปัจจุบันจะยอมรับหลักวิชาของกันและกันในบางครั้งบางกรณีและแม้จะมีการยอมรับกันว่าจิต
ร่างกายและวิญญาณมีความเกี่ยวข้องโยงใยกับสุขภาพของคนเรา
อีกทั้งมีแพทย์แผนปัจจุบันหลายรายนำเอาเรื่องความสัมพันธ์กันของทั้งสามสิ่งมาพิจารณาในเวลารักษาคนป่วย
กระนั้นก็ตามวงการแพทย์แผนปัจจุบันก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อวิธีการแบบโบราณเท่าไรนัก
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ยกข้ออ้างต่างๆมาเป็นเหตุผลอธิบายเรื่องที่แพทย์แผนโบราณสามารถรักษาโรคต่างๆนั้นได้โดยกล่าวว่ามีโรคหลายชนิดที่จำกัดตัวเองได้
ไม่ว่าจะมีแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนโบราณมารักษาหรือไม่ก็ตาม
โรคนั้นก็จะหายได้โดยอาศัยภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ในร่างกายของคนเรา
ยังมีโรคอีกบางชนิดที่เมื่อถึงช่วงใดช่วงหนึ่งก็จะหลบในไม่แสดงอาการออกมา
โรคชนิดนี้เองที่พวกแพทย์แผนโบราณใช้เป็นข้ออ้างเป็นสถิติว่าตนรักษาหาย
นอกจากนั้นแล้วก็มีโรคที่มีความเกี่ยวโยงระหว่างกายกับจิต
คือมีมูลมาแต่จิตหากแต่แสดงออกทางร่างกาย ซึ่งโรคแบบนี้ก็สามารถหายไปเองได้โดยแค่เปลี่ยนความคิดหรือทัศนคติเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงมีเส้นแบ่งระหว่างการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันกับการแพทย์แผนโบราณเอาไว้
คือวงการแพทย์แผนปัจจุบันต้องการหาข้อพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ว่าการรักษาตามแผนโบราณที่ว่าโรคหายนั้นมีอะไรเป็นข้อพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์บ้าง
ทางฝ่ายที่สนับสนุนการแพทย์แผนโบราณก็อ้างว่า
การรักษาโรคด้วยวิธีของเขา เช่น วิธีฝังเข็ม การใช้สมุนไพร และการเข้าทรง
สามารถรักษาโรคให้หายได้ นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ที่เพียงพอแล้ว จะเอาอะไรกันอีกเล่า
หมอผีกับการรักษาโรค
มีหลักฐานภาพแกะสลักในถ้ำและวัตถุโบราณหลายอย่างกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในโลก
เช่น ที่แอฟริกาใต้ และไซบีเรียตะวันออก เป็นต้น ล้วนเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า
การรักษาโรคด้วยการเข้าทรงซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่ที่สุดนั้นได้มีมาแล้วกว่า 4,000
ปี โยมีนักพรตเจ้าพิธีทำหน้าที่เป็นหมอรักษาโรคประจำชนเผ่าต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วไปในยุคหิน
พวกที่ทำหน้าที่รักษาโรคนี้เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า
Shaman คำนี้มีแหล่งกำเนิดในเอเชียเหนือแถวๆเทือกเขาอุราลอัลไต
และในหมู่คนแถบพาลีโอ-เอเชียน
ตกมาถึงเดี๋ยวนี้คำว่า Shaman หรือหากแปลเป็นไทยก็ว่า หมอผี
มีใช้กันอย่างกว้างขวาง
ผู้รักษาโรคที่เรียกว่าหมอผีปรากฏอยู่ทั่วไปในหมู่ชนเผ่าต่างๆที่ต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมกัน
มีฐานะเป็นที่เคารพนับถือของชนเผ่าพื้นเมืองในแถบทวีปอเมริกา เอเชียกลาง แอฟริกา
อินเดียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย
จากการสุ่มตัวอย่างศึกษาชนเผ่าต่างๆเหล่านี้
นักชาติพันธุวิทยาได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่ของหมอผีดังต่อไปนี้
หมอผีจะมีทั้งหญิงและชาย
เป็นพวกที่ใช้อิทธิฤทธิ์ในทางดีหรือที่เรียกว่า”สุกมายา”(White Magic)คือจะใช้พรสวรรค์ของตนติดต่อระหว่างพลังวิญญาณของจักรวาลที่ชั่วร้ายกับคนเราในโลก
ในชนเผ่าต่างๆหมอผีนี้ได้รับการยอมรับเสมือนหนึ่งเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ
คือเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เหมือนคนธรรมดาแต่สามารถใช้พลังจิตท่องเที่ยวเดินทางไปยังโลกอื่นๆเพื่อติดต่อกับวิญญาณต่างๆได้โดยอิสระ
หมอผีจึงมีคุณสมบัติที่สามารถรู้เรื่องต่างๆที่เร้นลับเกี่ยวกับการอยู่รอดของมนุษยชาติซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรู้ได้(คำว่า
Shaman มาจากคำภาษากุโซแมนจูเรียว่า “สมาน” (SAMAN) แปลว่า รู้)
พวกหมอผีนี้เมื่อประมวลดูแล้วก็คือนักพลังจิตดีๆนี่เอง
มีหมอผีหลายรายอ้างว่าตนเองมีพลังจิตสามารถมองเห็นกาลเวลาและสถานที่ที่ห่างไกลตัว
คือ มีตาทิพย์ (Clairvoyant)สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ในอนาคต
(Precognition)สามารถอ่านใจของคนอื่นได้(Telepathy) และสามารถรักษาอาการป่วยทางกายและทางใจได้ทุกชนิด(Psychic
healing)
ในสังคมที่มีหมอผีประจำอยู่นั้นผู้คนจะเชื่อกันว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นปรากฏการณ์ที่เกินความสามารถของมนุษย์จะควบคุมได้และมีสาเหตุมาจากหลายทางด้วยกัน
เป็นต้นว่าเทพเจ้าโกรธเคือง ละเมิดข้อห้าม ผีเข้า วิญญาณหาย
หรือเกิดความไม่พอดีกันระหว่างพลังพื้นฐานบางอย่าง
วิธีที่จะพิสูจน์ว่าหมอผีเก่งหรือไม่ก็ต้องดูว่าหมอผีคนนั้นๆรู้สาเหตุของการป่วยไข้หรือไม่
โรคบางอย่างสามารถรู้ได้โยพิจารณาจากอาการที่ปรากฏ
เมื่อรู้แล้วหมอผีก็จะดำเนินการเยียวยารักษา
แต่ก็มีอยู่บ่อยๆที่เชื่อกันว่าโรคหลบในไม่แสดงอาการออกมาภายนอก
การที่หมอผีจะรักษาคนป่วยแบบนี้ได้ก็ต้องใช้วิธีถอดจิตไปสอบถามขอคำแนะนำจากโลกทิพย์
หมอผีทั้งหลายอ้างว่าสามารถติดต่อวิญญาณต่างๆได้โดยอาศัยสื่อทางจิตแบบใดแบบหนึ่ง
หมอผีแต่ละคนมีแบบแผนแนวปฏิบัติเพื่อเข้าถึงภาวะจิตเช่นนั้น
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีไสยาวิรัติ(งดเว้นจากการนอน)
เมถุนวิรัติ(งดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์) และโภชนวิรัติ(อดอาหาร)
จากนั้นก็จะประกอบพิธีร่ายรำ ท่องบ่นมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์
ตีกลองเพื่อสะกดจิตอย่างยาวนาน
ในขณะเดียวกันก็จะกินสารกล่อมประสาท
เช่นหมอผีแถบไซบีเรียจะกินเห็ดชนิดหนึ่ง
ส่วนหมอผีอินเดียเผ่าฮุยโชนแถบเม็กซิโก จะกินยากล่อมประสาทที่เรียกว่า”ไปออดี”(Peyote) มีหมอผีบางรายใช้วิธีการเข้าทรง
ในขณะที่เข้าทรงนั้นร่างกายจะสั่นเทิ้มคล้ายกับว่ากำลังต่อสู้กับวิญญาณ
และไม่ช้าวิญญาณก็เข้าประทับทรงในร่างกายของหมอผี
ต่อจากนั้นหมอผีที่มีวิญญาณเข้าประทับทรงก็จะพูดจาและกระทำการต่างๆแทนวิญญาณนั้น
หมอผีบางรายทำหน้าที่เป็นวิญญาณล่องหน
คือร่างกายจะหยุดทำงานเหมือนกับคนตายแล้ววิญญาณของหมอผีก็จะท่องเที่ยวไปหาวิญญาณในโลกทิพย์เพื่อสอบถามสาเหตุของการป่วย
เมื่อกลับมาแล้วหมอผีจะตื่นขึ้นมาบอกเรื่องราวที่วิญญาณตนไปถามผีมา
การประกอบพิธีของพวกหมอผีส่วนใหญ่จะกระทำในตอนกลางคืน
มีการก่อกองไฟในสถานที่ที่ถูกกำหนดว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ในถ้ำ ข้างๆน้ำตก
หรือบนยอดเขา เป็นต้น คนป่วยจะต้องร่วมอยู่ในการประกอบพิธีนั้นด้วย
นอกจากนั้นแล้วก็มีผู้คนในเผ่านั้นพากันมาร่วมพิธีร้องรำทำเพลงเต้นรำและสาธยายมนต์
หมอผีก็จะสวมชุดหมอผี มือถือกลองยาว ไม้ตีกลองและกระจกหมอผี
กว่าจะประกอบพิธีเสร็จอาจกินเวลาตั้งแต่หลายชั่วโมงถึงหลายวันก็มี
ตัวหมอผีเองจะกระโดดโลดเต้นไปมาเพื่อรวบรวมพลังจากพิธีรักษาโรคนั้นๆ
นักจิตวิทยาที่ได้ศึกษาแบบแผนการรักษาโรคตามแบบหมอผีอย่างลึกซึ้งเชื่อว่า
วิธีการเช่นนั้นมีผลในการรักษาโรคได้ โยให้เหตุผลว่าการที่หมอผีรับรองที่จะรักษาคนป่วยแล้วนั้นทำให้คนป่วยเกิดความหวังว่าตนจะหายป่วยได้เพราะพวกหมอผีจะเลือกรักษาแต่เฉพาะโรคที่ถูกกับยาของตนเท่านั้น
นอกจากนั้นแล้วยังมีสิ่งอื่นที่มีผลต่อการรักษาโรคได้ด้วย
เช่นชื่อเสียงเกียรติภูมิของหมอผีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้วิเศษ
ตลอดจนพลังความมั่นใจและความปรารถนาดีของชนร่วมเผ่าที่มาร่วมในพิธี
เสริมกับความเชื่อของคนป่วยที่ว่าต้นมิได้ต่อสู้กับวิญญาณชั่วร้ายโยลำพังและองค์ประกอบอื่นๆที่ช่วยในการลดความเครียดในอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ประกอบกันช่วยคนป่วยหายจากโรคได้
อย่างไรก็ตามวิธีการรักษาโรคของพวกหมอผีก็มิได้มีเฉพาะที่กล่าวมานี้เท่านั้น
พวกหมอผียังรักษาคนป่วยด้วยวิธีการอื่นๆที่มีผลต่อการบบำบัดโรคซึ่งสามารถยืนยันได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มีการพิสูจน์ในเวลาไม่กี่ปีมานี้
นั่นคือ การทำสมาธิ การนวด การใช้สมุนไพร การกำหนดอาหารให้รับประทาน
การสร้างมโนภาพ การพูดแนะนำ การประกอบพิธีล้างโรค การสารภาพ การสะกดจิต
ตลอดจนการใช้ยา”พลาซีโบ”(ยาหลอกๆ)
หมอผีส่วนมากไม่ได้เลือกประกอบอาชีพหมอผีโดยความสมัครใจ
แต่จะถูกบังคับหรือขอร้องให้มาเป็นด้วยพลังลึกลับ เช่น ฝันว่ามีเจ้ามาเข้าทรง
เห็นภาพนิมิต มีวิญญาณคนตายมาขอร้อง
หรือไม่ก็เกิดจากการทดลองผิดๆถูกๆมาก่อนแล้วคนป่วยเกิดหายจากโรคร้ายนั้นได้จริงๆอย่างนี้ก็มี
ในการประกอบพิธีสอบถามปัญหาจากวิญญาณในโลกทิพย์นั้นจะลงเอยด้วยการที่หมอผีทำการประดุจว่าสิ้นชีวิตแล้วฟื้นขึ้นมา
เชื่อกันว่าในช่วงที่หมอผีทำทีตายอยู่นั้นวิญญาณได้ขึ้น”ต้นไม้โลก”ไปยังโลกทิพย์เป็นการก้าวพ้นไปจากฐานะที่เป็นมนุษย์ธรรมดา
จากนั้นก็ไปรับคำแปนะนำวิธีการรักษาโรคจากบรมครูหมอผี หรือจากวิญญาณของคนตาย เช่น
วิธีใช้สมุนไพร บทสวด เพลง มนตรา ฯลฯ ซึ่งจะนำมาใช้ในการประกอบพิธีรักษาโรคต่อไป
เรื่องของหมอผีนี้มีปรากฏอยู่ในอารยธรรมโบราณของซูเมอร์ อียิปต์ อูร์ และบาบิโลเนีย
นับย้อนหลังไปได้หลายพันปี ในอารยธรรมของชาติเหล่านี้
ซึ่งผู้คนอยู่รวมกันเป็นสังคมที่ซับซ้อนมากกว่าเผ่าชนล้าหลังดังที่กล่าวมาแล้วนั้น
จะมีนักพรตที่มีฐานะเป็นหมอผีทำหน้าที่รักษาโรคให้แก่สาธารณชน
ลักษณะการทำงานของนักพรตเหล่านี้ก็เป็นการใช้หลักจิตวิทยาผสมผสานไปกับการรักษาโรคด้วยวิธีง่ายๆ
นักพรตที่ทำหน้าที่เป็นหมอในยุคหลังๆนี้อาจจะรักษาโรคด้วยอิทธิปาฏิหาริย์เหมือนอย่างแต่ก่อน
คือ อาศัยการดลบันดาลของทวยเทพบ้าง อื่นๆบ้าง แต่กาลเวลาผ่านไปพิธีกรรมและการวินิจฉัยโรคก็เริ่มมีลักษณะเฉพาะเจาะจงแบบชำนาญการพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง
ยกตัวอย่างเช่น ในคัมภีร์ใบลานโบราณของอียิปต์บอกไว้ว่า ในประเทศอียิปต์สมัยโบราณนั้น การกำหนดตัวยาและการรักษาโรคแต่ละโรคจะแตกต่างกันออกไป วิธีที่ใช้กันบ่อยๆก็คือการให้คนป่วยสวมวัตถุมงคลบางชนิด เป็นต้นว่าดินเหนียว ไม้ ลูกประคำ สายสิญจน์ หรืออัญมณี
แอสคิวลาปิอุสเทพเจ้าแห่งการแพทย์
แม้แต่ในหมู่คนกรีกโบราณก็มีการรักษาโรคโยใช้วิธีการที่เทียบได้กับหมอผีเช่นกัน
คือ ในประเทศกรีซจะมีเทพเจ้าทำหน้าที่รักษาโรคให้แก่มนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือเทพ”แอสคิวลาปิอุส”(Aesculapius)
เทพแอสคิวลาปิอุสผู้นี้เป็นเชื้อสายของเทพ”อะพอลโล”(Apollo)ได้วิชารักษาโรคมาจากบิดาและเทพซีลอน
ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติเฉกเช่นเดียวกับหมอผี
แต่พรสวรรค์ในการรักษาโรคของเทพแอสคิวลาปิอุสกลับส่งผลร้ายแก่ตนเอง
คือเมื่อเทพผู้นี้สามารถรักษาคนป่วยให้หายจากโรคและชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้นั้นเทพพลูโตซึ่งเป็นเทพประจำอยู่ในโลกันตนรก
มีความขัดเคืองเป็นอันมากบ่นว่า “การรักษาโรคของเทพแสคิวลาปิอุสเป็นอันตรายเพราะทำให้วิญญาณดวงใหม่ๆไม่มีโอกาสไปเกิดในนรก”
เทพซีอุสจึงใช้อาวุธสายฟ้าทำลายเทพแอสคิวลาปิอุสนั้นเสีย
มีวัดวาอารามหลายแห่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของเทพแอสคิวลาปิอุสองค์นี้
คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยจะพากันไปบังบริเวณศักดิ์สิทธิ์ในวัดเหล่านั้น
ซึ่งเรียกเป็นภาษากรีกว่า “asklepieia” (แปลว่าเขตรักษาโรค)
เมื่อไปถึงแล้วก็จะเซ่นสรวงบูชา
อาบน้ำมนต์และเข้าร่วมในพิธีสวดมนต์
จากนั้นก็จะมีนักบวชมาสอบถามคนป่วยว่าได้ฝันเห็นอะไรบ้างในคืนก่อนที่จะเจ็บป่วย
นี่ก็เป็นวิธีค้นหาสมุฏฐานของโรคนั่นเอง
จากนั้นก็จะให้ผู้ป่วยนอนพักที่ระเบียงวิหารเป็นเวลาหนึ่งคืนเพื่อรอให้เทพแอสคิวลาปิอุสมาหา
เทพองค์นี้จะมาเข้าฝันบอกวิธีรักษาโรค หรือไม่ก็ช่วยรักษาให้โดยตรง
รุ่งเช้านักบวชก็จะมาปลุกคนป่วยให้ลุกขึ้น แล้วประกอบพิธีเยียวยารักษาโรค
เมื่อครบกระบวนการแล้วคนป่วยก็จึงจะกลับบ้านได้
มีหลักฐานบนแผ่นศิลาจารึกที่บริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในวัดอีปิดาอุรุส(Epidaurus)ระบุว่า
มีคนป่วยหลายต่อหลายคนอาการดีขึ้นมากแทบไม่น่าเชื่อ
ยังมีนิทานปรัมปราเล่าขานต่อๆกันว่าว่า
นายพลกรีกผู้หนึ่งชื่ออีนิปโปสถูกแทงด้วยหอกปลายหอกหักคาอยู่ที่แก้มนานถึง 6 ปี
ต่อมาคืนหนึ่งขณะที่นายพลผู้นี้นอนหลับอยู่นั้นฝันว่าเทพแอสคิวลาปิอุสได้มาช่วยดึงปลายหอกออกจากแก้มแล้วใส่ไว้ในมือของท่าน
เมื่อตื่นขึ้นมาปรากฏว่าปลายหอกนั้นอยู่ในมือของท่านนายพลจริงๆ
อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า
ชายผู้หนึ่งชื่อเฮอโมดิติสอาศัยอยู่ในเมืองลาโมซากอสเป็นอัมพาต
เทพแอสคิวลาปิอุสก็มาช่วยรักษาให้หายจากอัมพาตอีกเช่นกันและได้แนะนำให้ชายผู้นี้ยกก้อนหินขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่แรงตัวจะยกไหวไว้ที่ระเบียงวิหารในวัดอปิดาอุรุสก่อนที่เขาจะกลับบ้านและเขาก็ได้ทำตาม
ทุกวันนี้หินก้อนนั้นก็ยังอยู่ที่ระเบียงวัดแห่งนั้น
ฮิปโปเครติส
ความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของเทพแอสคิวลาปิอุสได้เฟื่องฟูอยู่นานจนกระทั่งถึงปลายศตวรรษที่
5 ก่อนคริสต์ศักราช
อันเป็นช่วงเวลาประจวบกับที่มีบุคคลสำคัญที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์(Father of Medicine) คือ ท่านฮิปโปเครติส(Hippocrates)
ได้ปรากฏขึ้นมาในโลก
ฮิปโปเครติสมีความเห็นขัดแย้งกับความเชื่อที่ฝังหัวอยู่ในยุคนั้นโยท่านบอกว่า
การเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเราเป็นกระบวนการทางธรรมชาติหาใช่เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใดไม่
เพียงแต่หมอใช้ความชำนาญสักหน่อยก็สามารถแยกแยะโรคต่างๆได้
ฮิปโปรเครติสมีความเชื่อเช่นเดียวกับปรัชญาเมธีกรีกคนอื่นๆว่า
มนุษยชาติเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ทำงานอย่างมีระบบ เช่นดวงจันทร์มีการโคจรเป็น
4 ระยะ โลกมี 4 ทิศ อากาศมีลมอยู่ 4 ชนิด โลกมี 4 ธาตุ
ในร่างกายของคนเราก็มีสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาตินั้น
คือ น้ำ มีอยู่ 4 อย่าง(ได้แก่ เลือด เสมหะ น้ำดี น้ำหนอง) และมี คุณภาพ อยู่ 4
อย่าง (ได้แก่ ความแห้ง ความชื้น ความร้อน และความเย็น)
การมีสุขภาพดีของคนเราก็ขึ้นอยู่กับสภาวะสมดุลของสารและคุณภาพดังกล่าว
ส่วนการที่คนเกิดโรคก็เป็นผลมาจากขาดภาวะสลดุลของสิ่งพวกนั้นอีกเช่นกัน
ฮิปโปเครติสมีความคิดว่า
หน้าที่หลักของหมอที่มีต่อคนป่วย ก็คือ คอยช่วยจัดหาสิ่งที่จะเอื้ออำนวยให้พลังการรักษาโรคที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งเอื้ออำนวยเหล่านี้ได้แก่
การพักผ่อน การเอาใจใส่ดูแล จัดหาอาหารที่เหมาะสม
ให้ออกกำลังกายและให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์
นอกจากนี้แล้ว
ถ้าร่างกายไม่สามารถเยียวยารักษาตนเองได้โยลำพัง ฮิปโปเครติสก็ยังแนะนำให้ใช้ยาต่างๆซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรต่างๆมากกว่า
300 ชนิด ตลอดจนการล้างท้อง การถ่ายท้อง การขับปัสสาวะและถ่ายเลือด
แม้ว่าฮิปโปรเคติสจะแนะนำให้ใช้ยา
แต่ก็ได้กล่าวเสริมว่า มันจะมีผลต่อการรักษาได้ก็ต่อเมื่อ”คนป่วยและทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้จักต้องให้ความร่วมมือ”
ฮิปโปเครติสและศานุศิษย์ของท่านได้วางหลักการใหม่ในการรักษาโรคให้แก่ชาวตะวันตก
คือ ให้เลิกเชื่อว่าโรคมีสาเหตุมาจากจิตแต่ให้เชื่อว่าโรคมีสาเหตุมาจากร่างกาย นับตั้งแต่นั้นมาอีกหลายศตวรรษการแพทย์ของชาวกรีกก็ดี
และของชาวโรมันก็ดี ต่างก็ได้พัฒนาไปตามแนวอิงอาศัยวิทยาศาสตร์
ในคริสต์ศตวรรษที่ 2
นายแพทย์กาเล็นชาวกรีกซึ่งเป็ฯผู้สืบทอดแนวความคิดของฮิปโปเครติสก็ได้ทำให้วิชาความรู้ในการปรุงยาก้าวหน้าขึ้นไปอีกเป็นอันมาก
แต่เมื่อมีการสถาปนาศาสนาคริสต์เป็นศาสนาทางการของกรุงโรมในคริสต์ศตวรรษที่
4 วิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์แบบ”ชาวโลก”
ก็ถูกเก็บปิดตายไว้ในห้องสมุดใหญ่ของกรุงอเล็กซานเดรีย
ไม่มีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้กันในแถบตะวันตกเป็นเวลานับพันปี
ศาสนาคริสต์กับการรักษาโรค
ในทวีปยุโรปสมัยกลางพวกนักบวชในศาสนาคริสต์ได้ถือโอกาสผูกขาดการเป็นหมอรักษาโรค
พวกมิชชันนารีคริสต์จะใช้เรื่องที่ตนสามารถรักษาโรคได้หายอย่างมหัศจรรย์เป็นเครื่องล่อเพื่อดึงคนให้หันมานับถือศาสนาคริสต์
แต่วิธีการรักษาของพวกมิชชันนารีก็มีแนวคิดและหลักการต่างจากความเชื่อในสังคมที่มีหมอผีอยู่บ้าง
กล่าวคือ
ทั้งสองฝ่ายแม้จะถือว่าการเจ็บป่วยของมนุษย์เป็นการกระทำของภูตฝีปีศาจที่เข้ามาสิงอยู่ในร่างของมนุษย์
แต่ข้อแตกต่างอยู่ตรงที่ว่าฝ่ายมิชชันนารีจะบอกว่าภูตผีปีศาจพวกนั้นเป็นตัวแทนของซาตามแทนที่จะเป็นวิญญาณของคนตายตามความเชื่อของพวกหมอผี
พวกนักบวชในศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนพื้นโลกและถือว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับวิชาพลังการรักษาโรคจากพระเจ้า
จึงเป็นบุคคลที่คนป่วยทั้งโรคทางกายและโรคทางใจจะต้องปรึกษาหารือ
ในทางทฤษฎีนั้นถือว่าพระและแม่ชีคริสต์สามารถรักษาโรคได้ทุกคน
แต่ในทางปฏิบัติแล้วเฉพาะผู้มีบุญบารมีเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่เคยเห็นภาพนิมิต
ผู้ที่รู้จักวิธีเข้าสมาธิ หรือผู้ที่มีญาณรับรู้ด้วยสัมผัสพิเศษ
จะเป็นผู้ที่นับถือเลื่อมใสของคนป่วยมากกว่า
เพราะถือว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับพระเจ้าโดยตรง
พวกนักบวชที่มีบุญบารมีเหล่านี้ถ้าจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับหมอผีนั่นเอง
คือจะทำหน้าที่กระตุ้นความเชื่อให้แก่คนป่วยอันเป็นสิ่งจำเป็นในทางการรักษาทางจิตอย่างได้ผล
วิธีการรักษาคนป่วยโดยทั่วไปก็มีการสวดมนต์อ้อนวอน
กระทะพิธีกรรมสาธยายมนต์ การพูดชี้นำ การใช้มือสัมผัสร่างผู้ป่วย
ให้ผู้ป่วยสัมผัสกระดูกของผู้ศักดิ์สิทธิ์และวิธรการอื่นๆอีกมากมายที่พระเยซูเจ้าและสาวกทั้งหลายเคยกระทำเป็นตัวอย่างเมื่อยังมีชีวิตอยู่
เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว
การรักษาโรคของพวกนักบวชในศาสนาคริสต์ในตอนแรกๆก็ได้ผลดีอยู่เหมือนกัน
หลักฐานทางเอกสารของฝ่ายศาสนาคริสต์บอกว่า มีคนป่วยหลายพันคนมีอาการดีขึ้น
และบางรายก็หายขาดไปเลย
ตามหลักฐานของฝ่ายคริสต์ศาสนจักรยังบอกด้วยว่า
ที่โรคทุเลาหรือหายขาดได้นั้นก็เพราะพลังศรัทธาและเพราะความเชี่ยวชาญของหมอผู้รักษาที่มีประสบการณ์จากการขับเคี่ยวกับซาตานมาอย่างโชกโชน
มีคนไข้ส่วนน้อยเท่านั้นที่โชคร้ายอาการป่วยไม่ดีขึ้น
ทั้งนี้เพราะเป็นคนหัวดื้อ ทำแต่บาปหยาบช้า ขาดศรัทธา
หรือเป็นคนไข้ไม่ดีในสายตาของพระเจ้า
ฮิลดีการ์ด แม่ชีนักพลังจิต
พระหมอหรือแม่ชีคริสต์ในสมัยกลางส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีชื่อในทางรักษาโรคเป็นที่ปรากฏมากมายนัก
ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานโด่งดังมากคือแม่ชีนักพลังจิตชาวเยอรมันชื่อฮินดีการ์ดแห่งบินเก็น(Hildegard of Bingen)
แม่ชีฮิลดีการ์ดเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1096
ในตระกูลขุนนางชั้นผู้น้อย เป็นลูกคนที่สิบของครอบครัว
หนูน้อยฮิลดีการ์ดได้ส่อแววมาแต่ในวัยเด็กแล้วว่าเป็นคนมีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่
เมื่ออายุเพียง 3 ขวบเธอก็อ้างว่ามีแสงสีขาวเป็นรัศมีเรืองรองมาปรากฏแก่เธอ
แม้ว่าตอนนั้นเธอเด็กเกินไปที่จะบรรยายได้ว่าเป็นอะไร
แต่ในไม่ช้าเธอก็จำได้ว่าแสงนั้นเป็นภาพนิมิตที่มาปรากฏแก่เธออยู่เป็นประจำตลอดชีวิต
และภาพนิมิตเหล่านี้เองทำให้ฮิลดีการ์ดอ้างว่าสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้
แม้แต่ในตอนที่อายุได้ 5 ขวบเท่านั้นเธอก็เคยสร้างความพิศวงให้แก่พี่เลี้ยงมาแล้ว
คือเพียงแต่เพ่งที่แม่วัวท้องแก่ตัวหนึ่งเธอก็สามารถพยากรณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำว่าลูกในท้องเมื่อคลอดออกมาแล้วจะมีสีอะไร
ด้วยเหตุที่ฮิลดีการ์ดเห็นภาพนิมิตประหลาดอยู่บ่อยๆบิดามารดาจึงพาไปฝากให้อยู่ในวัดตั้งแต่เมื่อตอนอายุ
8 ขวบ(ในช่วงสมัยกลางพวกขุนนางนิยมนำเอาลูกๆที่เห็ฯว่าไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้เพราะข้อบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งไปฝากวัด)
เด็กหญิงฮิลดีการ์ดจึงได้ไปพำนักอยู่ในวัดเล็กๆแห่งหนึ่งในนิกายเบนีนิคไท
ชื่อ เซนต์ดิซิบอร์ด ซึ่งอยู่ใกล้ๆเมืองครุซนาซ์ ลุ่มแม่น้ำไรน์
เธอดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่วัดแห่งนี้และเมื่อใดได้เห็นภาพนิมิตลี้ลับใดๆเธอก็จะนำมาเล่าให้แม่ชีจัตตาแห่งสปอนไฮม์พี่เลี้ยงของเธอได้ฟังคนเดียวเท่านั้น
หลังจากแม่ชีจัตตาเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ.
1136 แล้ว ฮิลดีการ์ดซึ่งตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 40
ปีก็ได้สืบทอดตำแหน่งอธิการิณีวัดแห่งนั้น และอีก 5 ปีต่อมาเมื่อตอนอายุได้ 42 ปี
เธอก็อ้างว่ามีภาพนิมิตมาปรากฏและแต่งตั้งเธอให้เป็นศาสดาพยากรณ์
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปเธอก็ได้เริ่มบันทึกเรื่องราวจากภาพนิมิตมากมายที่บ่งบอกถึงชีวิตบั้นปลายของเธอเอง
แม่ชีฮิลดีการ์ดได้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เห็นภาพนิมิตอันแปลกประหลาดของตัวเองให้เพื่อนแม่ชีคนหนึ่งฟังว่า
“ฉันมักเห็นภาพนิมิตนี้ในวิญญาณของฉันเอง....ฉันไม่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ด้วยหูนอก
ทั้งไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้โยทางความคิดในใจ หรือมิใช่โดยทางประสาทสัมผัสทั้ง 5
แต่สามารถรับมันได้โยทางวิญญาณอย่างเดียวในขณะที่ตาเนื้อของฉันยังลืมอยู่
ดังนั้นฉันจึงไม่ได้เข้าฌานเห็นแต่เห็นได้ทั้งๆที่ยังตื่นอยู่ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลาคืน
แสงที่ฉันเห็นนั้นมีความสุกใสกว่าเมฆที่ต้องแสงอาทิตย์ ฉันไม่สามารถวัดความสูง
ความยาวและความกว้างของแสงนี้ได้ ฉันเรียกมันว่า ‘แสงสะท้อนชีวิต’ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวปรากฏให้เห็นได้ในน้ำฉันใด งานเขียน เทศนา
คุณธรรมตลอดจนการกระทำบางอย่างของมนุษย์ก็มาปรากฏเรืองรองอยู่ในแสงให้ฉันเห็นได้ฉันนั้น”
นักค้นคว้าวิจัยโรคสมัยใหม่เชื่อว่าภาพนิมิตอย่างที่ปรากฏแก่แม่ชีฮิลดีการ์ดนั้นเป็นอาการที่เกิดกับคนเป็นโรคปวดศีรษะข้างเดียว(migraine)
อย่างไรก็ตามพวกแพทย์แผนโบราณตลอดจนพวกที่ยึดถือหลักการรักษาโรคแบบเก่าๆต่างก็ยกย่องแม่ชีฮิลดีการ์ดว่าเป็นศาสดาพยากรณ์และหมอวิเศษ
แม่ชีฮิลดีการ์ดได้เขียนหนังสือทางการแพทย์ไว้หลายเล่ม
มีอยู่เล่มหนึ่งชื่อว่า Causae et Curae ซึ่งเป็นตำรายานักษาโรค
ในหนังสือเล่มนี้เธอไม่ได้บอกว่าเรื่องที่เอามาเขียนได้มาจากภาพนิมิตเหมือนอย่างในเล่มอื่นๆ
เพียงแต่บอกว่าความรู้ทางการรักษาโรคที่เธอมีอยู่ทั้งหมดได้มาโดยผ่านทางพระดำรัสของพระเจ้า
เธอบอกว่า
“ในทุกสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นต้นไม้
ต้นพืช สัตว์และอัญมณี ล้วนแต่มีพลังลี้ลับซ่อนเร้นอยู่
พลังเหล่านี้ไม่มีใครรู้ได้นอกเสียจากพระเจ้าจะมาบอกให้รู้”
เธอยังกล่าวด้วยว่า
การมีสุขภาพดีนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่มนุษย์เราเข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
ผู้เป็นแหล่งกำเนิดของทุกชีวิตและทุกพลังงานส่วนโรคภัยไข้เจ็บเป็นผลงานการกระทำของซาตาน
ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของบาปทั้งปวง
เธอมีความเชื่อว่าซาตานนี่เองที่เป็นผู้แยกมนุษย์จากพระเจ้าและเพราะการแยกออกจากกันนี้เองจึงทำให้มนุษย์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวาลและบรรยากาศซึ่งมีความปรวนแปรไม่แน่นอนอยู่เสมอ
ทำให้ความกลมกลืนระหว่างธาตุทั้ง 4 (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม)
ที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราสูญเสียไป
แม่ชีฮิลดีการ์ดกล่าวว่า ธาตุ 4
ของโลกจะเกิดอาการเสียความกลมกลืนได้ 24
สาเหตุด้วยกันและจากสาเหตุเหล่านี้เองจึงทำให้เกิดโรคที่เป็นสามัญพบเห็นได้ทั่วๆไปจำนวน
24 ชนิดและโรคทั้ง 24 ชนิดนี้สามารถจะก่อให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกสารพัดโรคด้วย
การที่ทำให้ธาตุทั้ง 4
เกิดภาวะสมดุลหรือภาวะกลมกลืนได้นั้นต้องใช้พลังการรักษาโรคที่เธอเรียกว่า viriditas (แปลว่า
เขียว) หมายถึงใช้หลักของพลังชีวิตและการสร้างสรรค์
วิธการรักษาโรคของแม่ชีฮิลดีการ์ดไม่ได้เป็นแบบรักษาให้หายอย่างฉับพลัน
หรือไม่ใช่วิธีการชนิดที่ช่วยคนตายให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา
แต่การรักษาส่วนใหญ่จะใช้วิธีแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะดำเนินชีวิตที่ดีงามและมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนป่วยสามารถกลับได้สภาวะกลมกลืนกับธรรมชาติสากลอีกครั้งหนึ่ง
การรักษาโรคของแม่ชีฮิลดีการ์ดส่วนใหญ่จะใช้วิธีผสมผสานหลายๆวิธี
คือ รับประทานอาหารแต่พอประมาณ ให้ฝึกจิต และให้รับประทานธัญญาหารที่ให้กากมากๆ
นอกจากนั้นแม่ชียังเชื่อว่าอัญมณีชนิดต่างๆมีประโยชน์ในทางรักษาโรคได้
ซึ่งความเชื่อนี้ตรงกับทฤษฎีของพวกแพทย์โบราณในยุคใหม่
แม่ชีได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
ครั้งหนึ่งลูซิเฟอร์(มาร) ประดับตกแต่งด้วยอัญมณีล้ำค่า
แต่เมื่อไปคบหากับซาตานเข้าจึงถูกผลักตกลงมาจากสวรรค์
อัญมณีต่างๆที่ลูซิเฟอร์ใช้ตกแต่งร่างกายไว้นั้นก็ได้ร่วงหล่นจากเสื้อผ้าเครื่องประดับกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นพิภพ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีฤทธานุภาพอยู่เหมือนเดิม
แต่นั้นมาเมื่อซาตานหรือลูซิเฟอร์แลเห็นอัญมณีเช่นนั้นก็รำลึกถึงเหตุการณ์แต่หนหลังตอนถูกขับลงมาจากสวรรค์
เมื่อระลึกได้เช่นนั้นก็จะรีบหลบลี้หนีหน้าไป ด้วยเหตุนี้อัญมณีจึงมีคุณานุภาพสามารถรักษาโรคบางอย่างได้
แม่ชีฮิลดีการ์ดแนะนำว่า
คนที่เป็นต้อหินหรือตาเจ็บ
ก่อนรับประทานอาหารเช้าให้อมอัญมณีประเภทแก้วไพฑูรย์พอชุ่มน้ำลายดีก็เอาออกมาถูที่ตาจะช่วยบรรเทาต้อหินหรือตาเจ็บได้
หากใช้จุ่มลงในเหล้าไวน์(องุ่น) แล้วดื่มจะช่วยระงับความกระวนกระวายใจของผู้ที่อกหักได้
อัญมณีประเภทโมรา(หินลายชนิดหนึ่ง)
เมื่อเอามาอังที่ลมหายใจให้อุ่นๆแล้วใส่ในช่องหูก็จะช่วยโรคหูตึงได้
อัญมณีประเภทเพชรจุ่มลงในน้ำหรือเหล้าไวน์แล้วดื่มจะช่วยรักษาโรคดีซ่าน
พลอยแคลซีโดนีใช้จุ่มน้ำหรือเหล้าไวน์ดื่ม จะช่วยสลายนิ่วและแก้โรคอารมณ์ฉุนเฉียวที่เกิดจากน้ำดีได้
นอกจากจะเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของคนไว้แล้ว
แม่ชีฮิลดีการ์ดยังได้เขียนหนังสือประเภทอื่นๆไว้อีกหลายเล่มซึ่งเธออ้างว่าเขียนโดยแรงบันดาลใจจากพระเจ้า
เช่น เล่มหนึ่งชื่อ Scivias เป็นหนังสือที่ได้ทำนายไว้ว่า
“โลกจะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆมีเทพธิดาลงมาอยู่ในโลกมนุษย์”
พระสันตะปาปาจูเอ็นที่ 3
ทรงสนพระทัยงานเขียนของแม่ชีฮิลดีการ์ดเป็นอย่างมาก
พระองค์ทรงประกาศยกย่องชมเชยแม่ชีฮิลดีการ์ดที่เมืองไทรเออร์ไซน้อทเมื่อปี ค.ศ.
1147 หลังจากนั้นมาชื่อเสียงของแม่ชีก็ลือกระฉ่อนไปทั่วทวีปยุโรป
มีผู้จาริกแสวงบุญจำนวนมากมายเดินทางไปคารวะเธอที่วัดแบนีดิคไทน์
จนวัดนี้เล็กลงไปถนัดตาไม่พอที่จะใช้ต้อนรับประชาชนได้อีกต่อไป
แม่ชีได้ชักชวนให้ผู้คนบริจาคทรัพย์สร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นที่ตำบลรูเปอร์สเบิร์ก
ใกล้เมืองบินเจ็น เฮอได้ยายมาอยู่ที่นี่และดำรงชีวิตบั้นปลายด้วยความสงบสุข
ในขณะเดียวกันก็ดำเนินการรักษาโรคให้แก่คนป่วยทางกายและให้คำแนะนำพร่ำสอนแก่คนที่ป่วยทางใจไปพร้อมๆกัน
แม่ชีฮิลดีการ์ดถึงแก่กรรมเมื่อวันที่
17 กันยายน ค.ศ. 1179 เล่ากันว่าในคืนที่เธอสิ้นลมนั้นสวรรค์ได้ต้อนรับเธอด้วยความยินดี
แม้แต่ดวงดาวทั้งหลายก็ได้ทอแสงเป็นรูปไม้กางเขน
อีกหลายศตวรรษต่อมาหลังจากที่แม่ชีฮิลดีการ์ดเสียชีวิตไปแล้ว
การรักษาโรคด้วยพลังศรัทธาก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อมามิได้ขาดสาย
การที่วิธีรักษาโรคแบบนี้เสื่อมความนิยมไปในภายหลังนั้น
ก็เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
เกิดโรคร้ายทำลายชีวิตมนุษย์โยหาสมุฏฐานของโรคไม่เจอ เช่นโรค แบล็กเดท
หรือกาฬมรณะ(Black Death)ตลอดจนเกิดความคิดที่จะแยกมนุษย์ออกจากการครอบงำของศาสนา
จึงได้เกิดปรัชญาใหม่ขึ้นมา
ปรัชญาใหม่นี้เน้นให้มนุษย์สนใจในชีวิตและศักยภาพของตนในขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เท่านั้น
ไม่ต้องพะวงหรือคาดหวังอะไรเกี่ยวกับวิญญาณเมื่อหลังจากตายไปแล้ว
ครั้นถึงยุคเรนะซองส์คือยุคที่การแสวงหาศิลปะวิทยาการต่างๆกำลังเบ่งบานอยู่นั้น
วิทยาการทางการแพทย์แบบดั้งเดิมก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ศิลปะทางการแพทย์ต่างๆก็ได้ถูกนำกลับมาโยยึดหลักการทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ
ผลงานอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับกายวิภาคมนุษย์ของนักชีววิทยาชาวเฟมิซชื่อแอนดริอัส
เวซาลิอุส (Andrias
Vesalius) ได้ปรากฏโฉมขึ้นมาในโลกเมื่อปี ค.ศ. 1543
ต่อมาก็มีการแปลตำรำตำราทางการแพทย์สมัยโบราณออกมาเผยแพร่แก่สาธารณชน
โยเฉพาะอย่างยิ่งตำราของท่านฮิปโปเครติสและท่านกาเล็น
นอกจากนั้นแล้วการค้นพบโลกใหม่ก็เป็นปัจจัยช่วยหนุนให้มีการนำยารักษาโรคชนิดใหม่ๆมาใช้ในวงการแพทย์
ส่วนการรักษาโรคด้วยวิธีการแพทย์แผนโบราณหรือด้วยวิธีลี้ลับก็ยังพอมีอยู่บ้างประปราย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชสำนักต่างๆต่างๆมีราชาและเจ้าฟ้าหลายพระองค์อ้างว่ามี”หัตถ์ทิพย์” ซึ่งมีศักยภาพที่จะรักษาโรคให้หายได้เพียงแค่ใช้หัตถ์ทิพย์นี้สัมผัสที่ตัวคนป่วยเท่านั้นเอง
ในบรรยากาศที่การแสวงหาและการเผยแพร่ศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆกำลังเฟื่องฟูสุดขีดอยู่นี้
ยากที่จะแยกได้ว่าใครเป็นหมอแท้และใครเป็นหมอเทียม แต่ส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นพวกหมอ”เก๊”มากกว่า
แอนดรู แจ็คสัน เดวิส
เมื่อถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19
ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อแนวความคิดเสรีนิยมแบบใหม่ได้ระบาดไปทั่วทุกส่วนของสังคม
และมีผลกระทบต่อความคิดอ่านของผู้คนทั่วไป
แม้แต่ความเชื่อทางศาสนาและหลักการทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่เว้น
แต่ก็ยังไม่มีนักคิดสำหนักไหนในโลกที่มองเห็นประโยชน์ในการใช้ความลี้ลับและศรัทธาทางศาสนาในเชิงสร้างสรรค์เท่าที่ปรากฏในประเทศสหรัฐอเมริกา
ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแนวความคิดทางสังคมและทางปรัชญาของประเทศเกิดใหม่แห่งนี้
นักคิดบางคนได้เริ่มตั้งข้อสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เมื่อจิตได้รับการฝึกฝนด้วยวิธีการอันเหมาะสมจนเข้าถึงภาวะที่เป็นทิพย์แล้วสามารถรับรู้สิ่งต่างๆที่อยู่เหนือขีดความสามารถของประสาทสัมผัสทั้ง
5 นักคิดที่สงสัยเช่นนี้ไม่ได้สงสัยเปล่าๆหากแต่ยังได้ลงมือดำเนินการที่จะใช้ประโยชน์จากพลังจิตให้ได้จริงๆเสียด้วย
สำนักที่ลงมือทำการเช่นว่านี้มีกระจายอยู่ทั่วไป
ครอบคลุมพื้นที่นิวอิงแลนด์ไปไกลจนถึงพรมแดนฝั่งตะวันตก
แนวการปฏิบัติทำนองนี้ได้เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษปี 1840
หนึ่งในบุคคลกลุ่มแรกๆในสหรัฐอเมริกาที่พึงพอใจอย่างยิ่งกับวิธีปฏิบัติการทางจิต
ก็คือ ชายหนุ่มผู้รักษาโรคด้วยการเข้าทรง ชื่อว่า แอนดรู แจ็คสัน เดวิส(Andrew Jackson Davis)
แอนดรู แจ็คสัน เดวิส
เป็นที่รู้จักกันในสมญานามว่าโหรเมืองปูคคีปซี เกิดเมื่อ ค.ศ. 1826 ที่เมืองบ,มิงกรอฟอันเป็นเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในมลรัฐนิวยอร์ก
มารดาของเขาอ่านหนังสือไม่ออก มีชีวิตอัตคัดขัดสนต้องอาศัยวัดเป็นที่ซุกหัวนอน
ส่วนบิดาก็เป็นคนหลักลอย
ทำงานทอผ้าบ้าง ซ่อมรองเท้าบ้าง ไปรับจ้างทำฟาร์มบ้าง เป็นคนขี้เมาหยำเป
ตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้
เดวิสได้บันทึกเรื่องราวชีวิตในครอบครัวของตนเองไว้ตอนหนึ่งว่า”ไม่ได้เรียนหนังสือ พ่อเมาเป็นอาจิณ
ครอบครัวยากจนข้นแค้นและบ้านแตกสาแหรกขาด”
ในช่วงวัยเด็กนั้นสิ่งที่เดวิสพอจะพึ่งพิงให้มีกำลังใจต่อสู้กับชีวิตได้
ก็มีแต่เสียงลี้ลับที่มองไม่เห็นตัวคอยมาพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียง”แผ่วเบา แจ่มชัด หวานซึ้ง ชวนฝัน และทรงอานุภาพ”
เสียงนี้จะคอยพร่ำสอนแยะเดวิสเมื่อเขารู้สึกท้อแท้ในชีวิต
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เสียงนั้นได้แนะนำให้เขา”รับประทานขนมปังกับน้ำอ้อยคั้นให้มากๆ”
เมื่อเดวิสทำตามก็ทำให้เกิดกำลังใจมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้อย่างประหลาด
ในปี ค.ศ. 1838
ด้วยความหวังว่าฐานะความเป็นอยู่จะดีขึ้น
ครอบครัวของเดวิสจึงได้อพยพข้ามแม่น้ำฮัดสันไปอยู่ที่เมืองปูคคีปซี
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวดีขึ้นมากเลย
ดูกลับจะตกต่ำยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
เด็กชายเดวิสไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนอยู่แค่
2-3
เดือนก็ต้องลาออกไปเป็นเสมียนที่ร้านขายของชำแห่งหนึ่งและต่อมาก็เปลี่ยนอาชีพใหม่เป็นช่างซ่อมรองเท้า
ชีวิตของเดวิสมาพลิกผันไปในทางที่ดีเมื่อได้พบกับนาย
เจ.สแตนเลย์ กริมส์(J. Stanley Grimes) เมื่อฤดูใบไม่ร่วงปี
ค.ศ. 1843 นาย เจ.
สแตนเลย์มาเมืองปูคคีปซีเพื่อแสดงปาฐกถาเรื่องใหม่เอี่ยมที่คนกำลังสนใจกันในขณะนั้นคือเรื่อง”แอนนิมอล แม็กเนติสม์”( animal magnetism)
แอนนิมอล แม็กเนติสม์
เป็นศัพท์ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรกโยนายฟรานซ์ แอนตัน นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย
ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 คำนี้หมายถึงสารเหลวที่มองไม่เห็นด้วยสายตา
มีพลังเป็นแม่เหล็ก สามารถชำแรกไปได้ทั่วทุกหนแห่ง
กล่าวกันว่าสารชนิดนี้ไหลเวียนอยูทั่วร่างกายของมนุษย์และช่วยรักษาสุขภาพให้แก่มนุษย์
นาย เจ.
สแตนเลย์ได้ชื่อว่าเป็นนักแม็กนีไทเซอร์(magnetizer) ผู้อ้างว่าสามารถทำให้สารเหลวดังกล่าวที่หยุดหมุนเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งซึ่งส่งผลให้คนเราต้องเจ็บป่วยหรือเกิดโรคร้ายได้นั้นได้กลับมามีสภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง
เทคนิคที่ใช้ในการนื้คือสะกดจิตคนป่วยแล้วผู้รักษาก็ใช้มือหรือคทาโบกไปมาเหนือบริเวณร่างกายส่วนที่เป็นโรคและเพ่งพลังจิตช่วยให้สารเหลวในร่างกายของคนป่วยไหลเวียนได้เป็นปกติ
ซึ่งจะทำให้คนป่วยมีสุขภาพดีและหายจากโรคได้
เดวิสได้เข้าไปฟังปาฐกถาของนาย
เจ.สแตนเลย์ในครั้งนี้ด้วยและเขาได้อาสาตัวเองเข้าทดลอง แต่นาย เจ สแตนเลย์สะกดจิตชายหนุ่มผู้นั้ไม่ได้จึงเป็นอันไม่สำเร็จ
ต่อมาเดวิสกับช่างตัดเสื้อผ้าในละแวกนั้นชื่อนายวิลเลียม
เลวิงสตันก็ได้พยายามทดลองดูเองบ้าง ปรากฏว่าสามารถสะกดจิตของกันและกันได้สำเร็จ
จากนั้นเดวิสก็ได้เปิดเผยให้ใครต่อใครได้รู้ว่าตนมีพลังตาทิพย์
เช่น สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ที่เมาวางไว้ติดหน้าผากของเขาได้
สามารถบอกเวลานาฬิกาของคนที่อยู่ในห้องตรงกันข้ามได้
นอกจากนั้นแล้วก็ยังประกาศตัวว่ามีพรสวรรค์พิเศษสามารถใช้ตาทิพย์รักษาโรคได้ด้วย
คือสามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องโยแค่มองคนป่วยเท่านั้นก็รู้ว่าเป็นโรคอะไร
เลวิงสตันกับเดวิสร่วมมือกันทดสอบพลังจิตนี้อยู่กว่าหนึ่งปีจนมีความเชี่ยวชาญสามารถใช้พลังตาทิพย์วินิจฉัยและบำบัดโรคแก่คนป่วยไปพร้อมๆกับวิธีการลี้ลับอย่างอื่นๆ
ผ็คนต่างพากันฉงนว่าคนไม่ได้รับการศึกษาเป็ฯแค่ช่างซ่อมรองเท้าอย่างนายเดวิสจะมีความรู้เรื่องกายภาคมนุษย์และเรื่องอื่นๆได้อย่างไร
แต่เดวิสอธิบายว่าในขณะที่ตนตั้งจิตให้เป็นสมาธิอยู่นั้น
ตนสามารถเห็นร่างมนุษย์รวมทั้งอวัยวะภายในต่างๆได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“เพียงแค่มองผ่านอวกาศตรงไปที่ห้องทดลองทางวิทยาศษสตร์หรือไม่ก็มองเข้าไปที่โรงพยาบาลแห่งใดแห่งหนึ่ง
ผมก็มองเห็นชื่อสามัญ(แม้กระทั่งชื่อที่เป็นภาษากรีกและละติน)
ของตัวยาต่างๆตลอดจนสามารถมองเห็นส่วนต่างๆในโครงสร้างทางร่างกายมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นระบบกายวิภาคหรือระบบประสาทต่างๆ”
ผู้ป่วยรายหนึ่งของเดวิสเป็นพระในนิกายยูนิเวอแซลลิสต์ชื่อ
กิบซัน สมิธ ประทับใจกับการใช้พลังจิตวินิจฉัยโรคของเดวิสมาก พระกิบซัน
สมิธเล่าว่า “เดวิสบอกได้ถูกต้องว่าโรคที่อาตมาเป็นมานานมันอยู่ตรงไหน
สามารถรู้สมุฏฐานของมัน รู้ว่ามันทำให้อาตมาเจ็บป่วยอย่างไรบ้าง
และรู้ว่าจุดอ่อนของมันอยู่ที่ไหน เรียกได้ว่าบอกได้แทบทุกเรื่อง
พระกิบซัน สมิธเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในเอกสารแผ่นพับชื่อ
“Clairmativeness” ซึ่งได้บันทึกเรื่องที่เดวิสใช้พลังตาทิพย์รักษาโรคให้แก่คนป่วยประมาณ
70-80 ราย
ในหนังสืออัตชีวประวัติซึ่งเดวิสเขียนด้วยตัวเองชื่อ
The Magic Staff ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1857
เดวิสได้เล่าถึงคนป่วยที่มีสาเหตุและอาการแปลกๆกันที่ตนเองเคยเจอมาเมื่อครั้งที่ยังใช้พลังจิตรักษาโรคอยู่นั้น
เช่น
มีรายหนึ่งเป็นชายมาหาเดวิสเพื่อให้รักษาโรคหูตึง
เดวิสนั่งทางในแล้วบอกถึงลักษณะของโรคนั้นพร้อมกับแนะวิธีรักษาว่าต้องใช้หนังหนูมารักษาจึงจะหายได้
เขาบอกให้คนป่วยไปลอกหนังหนูที่ตายใหม่ๆมาแปะที่ใบหูทั้งสองข้างและให้แปะไว้ทุกคืน
ผลของการรักษาด้วยวิธีนี้เดวิสบันทึกไว้ว่า”ตอนหลังผมได้ข่าวว่าการรักษาด้วยวิธีประหลาดพิลึกพิลั่นนี้ทำให้ชายคนนั้นหายหูตึงเป็นที่น่าพอใจยิ่ง”
ต่อมาเมื่อเดวิสอายุได้ 19
ปีเขาก็อ้างว่าสามารถล่องหนหายตัวได้เหมือนอย่างพวกหมอผีทั่วๆไป
เขาบอกว่าครั้งหนึ่งนั่งเข้าฌานอยู่เป็นเวลานานกว่าทุกวัน
วิญญาณท่องเที่ยวของเขาเที่ยวไปทั้งคืน
พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าปรากฏว่าตัวเขาไปอยู่ที่เทือกเขาแห่งหนึ่งห่างจากบ้านไปประมาณ
40 ไมล์
เดวิสอ้างว่าในระหว่างที่วิญญาณล่องลอยไปนั้นเขาได้พบกับกาเล็น(Galen)แพทย์เลื่องชื่อชาวกรีกและได้พูดคุยกับเอมานุเอล
สวีเดนบอร์ก(Emanuel Swedenborg) นักพลังจิตชาวสวีเดนในคริสต์ศตวรรษที่
18
เดวิสบอกด้วยว่าวิญญาณของบุคคลทั้งสองได้เลือกเขาเป็นร่างทรงและต้องการให้เขาใช้ตัวเองเป็นสื่อกลางระหว่างโลกกับวิญญาณของบุคคลทั้งสองเพื่อเผยแพร่ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและให้เขียนหนังสือออกเผยแพร่ให้คนอื่นๆได้มีความรู้เกี่ยวกับเรืองนี้ด้วย
เดวิสจึงยุติการใช้พลังจิตในการรักษาโรคร่วมกับเลวิงสตันทั้งนี้เพื่ออุทิศตนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่สูงส่งกว่าดังกล่าวแล้ว
เขาจึงได้ย้ายไปอยู่ที่นครนิวยอร์ก
ที่เมืองนี้เดวิสได้ร่วมมือกับนาย
เอส.ไลออน นักสมุนไพร และบาทหลวงวิลเลียม ฟิชบรูก พระในนิกายยูนิเวอแซลลิสต์
ซึ่งเป็นนักสะกดจิตอยู่ด้วย
ทั้งสองคนนี้ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวต่างๆที่เดวิสพูดออกมาในเวลาที่เข้าทรง
ในขณะเดียวกันเดวิสก็ยังคงใช้พลังตาทิพย์วินิจฉัยโรคและบำบัดรักษาคนป่วยอยู่ต่อไป
ทั้งนี้ก็เพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย
แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คงเหมือนอย่างที่ตั้งปณิธานไว้ในครั้งสุดท้ายคือ
การบันทึกเหตุการณ์ต่างๆในจักรวาลตามคำบอกของกาเล็นและเอมานุเอล สวีเดนบอร์ก
งานบันทึกเหตุการณ์ตามคำบอกนี้เริ่มทำเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่
28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1845 และใช้เวลาทำต่อเนื่องกันมาถึง 147 ครั้ง รวมเวลาทั้งสิ้น
14 เดือน
ในแต่ละครั้งเดวิสจะเข้าทรงโดยวิธีสะกดจิตตนเองจากนั้นก็จะพูดถึงเรื่องต่างๆต่อเนื่องกันบางครั้งนานถึง
4 ชั่วโมงก็มี เรื่องที่พูดก็มีตั้งแต่เรื่อง”พลังทิพย์”ที่ช่วยค้ำจุนทุกสรรพชีวิตเรื่อยไปจนถึงเรื่องการสร้างโลก การปฏิรูปและการจัดสังคมใหม่
เรื่องที่บันทึกไว้เหล่านี้ได้นำไปตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ
The Principles of Nature, Her Divine Revelation, and a Voice to
Mankind เป็นหนังสือหนาถึง 782 หน้า
หลังจากหนังสือเล่มนี้ออกเผยแพร่ได้ไม่กี่สัปดาห์
ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาจากทั่วสารทิศ
บางรายชมว่าดีในตอนแรกแต่ตอนหลังบอกว่ามีที่ผิดพลาดมาก
นักวิจารณ์กล่าวว่าความคิดและความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในหนังสือของเดวิสเล่มนี้ได้มาจากนักประวัติศาสตร์และนักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงหลายคน
รวมทั้งของสวีเดนบอร์ก ดังนั้นจึงทำให้น่าคิดว่าเดวิสอาจจะไปอ่านผลงานของคนเหล่านั้นแล้วนำมาย่นย่อทีหลัง
ไม่ได้มาจากการเข้าทรงโดยตรง
แต่เดวิสก็ยืนยันว่าตนไม่เคยอ่านหนังสือเหล่านั้นแม้แต่เล่มเดียว
หนังสือที่เคยอ่านในชีวิตมีอยู่เล่มเดียว เป็นนวนิยายโรมานซ์ชื่อ The Three Spaniards
หนังสือ Principles of Nature….เล่มนี้ทำให้เดวิสมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งไปกว่าการรักษาโรคเสียอีก
มีการคาดคะเนกันว่าเดวิสจะเลิกการรักษาโรคให้แก่คนแล้วหันมารักษาโรคให้แก่โลกแทน
แต่ในที่สุดเมื่อผลกำไรจากการขายหนังสือเล่มนี้เริ่มลดน้อยถอยลงไปเดวิสก็ได้หันมารักษาโรคคนอีกและครั้งนี้เดวิสได้เขียนหนังสือสำคัญเกี่ยวกับการรักษาโรคอีกเล่มหนึ่งชื่อ
The Harbinger of Health Containing Medical Prescription for Human
Body and Mindและได้ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1861
ในหนังสือเล่มนี้เดวิสได้เสนอแนวความคิดพื้นฐานที่เชื่อว่าจะช่วยรักษาสุขภาพของคนให้แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บได้
ซึ่งมีหลักการคล้ายๆกับทฤษฎีการใช้สิ่งลี้ลับรักษาโรคของคนในคริสต์ศตวรรษที่ 20
เดวิสได้เขียนถึงสาเหตุต่างๆของโรคไว้ว่า”อันที่จริงโรคส่วนใหญ่ในร่างกายมนุษย์(ยกเว้นกรณีอุบัติเหตุ)
บ่อเกิดมาจากจิตใจทั้งสิ้น”
ส่วนวิธีที่จะหายจากโรคเขาเน้นที่”การปรับพลังงานที่สำคัญของมนุษย์ให้เกิดความสมบูรณ์และมีศักยภาพที่จะเยียวยาตนเอง
และสร้างความกลมกลืนในระหว่างอวัยวะต่างๆของร่างกาย”
เดวิสมีความคิดว่า
คนป่วยที่ดีที่สุดคือคนที่รู้จักฝึกจิตของตนเอง
เพราะโรคของคนป่วยประเภทนี้จะสนองตอบต่อพลังงานแม่เหล็ก(สารเหลวๆอยู่ในร่างกาย)
และต่อการรักษาเยียวยาของหมอได้โดยง่าย
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนป่วยนั้นเดวิสได้อธิบายไว้ว่า”สมองและร่างกายของหมอจะมีพลังพิเศษ
พลังพิเศษนี้เมื่อไม่มีอะไรมาขัดขวางเอาไว้แล้ว
ก็จะทำให้คนป่วยยอมอยู่ใต้อำนาจของหมอทั้งทางร่างกายแลจิตใจ....หมออาจจะส่งพลังจิตไปยังสมองของคนป่วย....ทำให้คนป่วยลืมสภาวะของตนเองและมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนหมอ
ตลอดจนแสดงลักษณะนิสัยของหมอออกมา”
เดวิสเองก็ปฏิบัติตัวตามแนวทางที่จะทำให้ชีวิตมีสุขภาพแข็งแรงและปราศจากโรคตามกำหนดที่ตนได้วางเอาไว้”ด้วยการนอน ทำงาน และดำเนินชีวิตที่สอดประสานไปกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ”
เดวิสมีอายุยืนอยู่ถึง 84 ปี
จนกระทั่งเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1910
เอ็ดการ์ เคย์ซี
เก้าเดือนหลังจากเดวิสโหรชาวปูคคีปซีผู้นี้เสียชีวิตแล้วก็มีชายอีกผู้หนึ่งมีลักษณะหลายอย่างคล้ายเดวิส
ปรากฏอยู่ในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์
บทความในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นได้จั่วหัวนำเรื่องไว้ว่า”คนไม่รู้หนังสือเป็นหมอเมื่อตอนสะกดจิต
พลังประหลาดของเอ็ดการ์ เคย์ซี แพทย์ถึงกับงงงัน”
บทความได้เล่าเรื่องของเอ็ดการ์
เคย์ซีว่า เป็นชายวัย 33 ปี เป็นคนเงียบๆมีนิสัยขี้อาย อยู่ที่รัฐเคนตักกี
เขาจะเข้าทรงเพื่อวินิจฉัยและบำบัดโรคให่แก่คนป่วยอยู่เป็นประจำ
หนังสือพิมพ์ดังกล่าวอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายแพทย์เวสลี
เอช. เค็ตชุม
นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังสำเร็จการศึกษาจากสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า
นายแพทย์เค็ตชุมแต่แรกไม่เชื่อเรื่องนี้จึงได้ไปสังเกตการณ์และตรวจสอบอยู่นานถึง 4
ปี เขาเกิดความประทับใจมากที่เอ็ดการ์ เคย์ซีเมื่อตอนเข้าทรงอยู่นั้นสามารถพูดถึงรายละเอียดของโรคและใช้ศัพท์ทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้อง
“ศัพท์วิชาการทางจิตวิทยาที่เอ็ดการ์ใช้ก็ดี
และคำพูดที่เขาใช้อธิบายกายวิภาคศาสตร์ทางระบบประสาทก็ดี
มีความถูกต้องตามหลักวิชาการเหมือนกับคนในระดับศาสตราจารย์สาขาวิชากายภาคศาสตร์ทางระบบประสาทใช้เลยทีเดียว
ไม่มีการตะกุกตะกักในเวลาที่เขาพูด ถ้อยแถลงทุกอย่างของเขาก็ชัดเจนและกระชับ
แม้แต่ศัพท์ทางการแพทย์ที่ยากๆซับซ้อนก็พูดได้อย่างคล่องปากไม่ผิดอะไรกับนายแพทย์ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน
จุดนี้แหละที่ผมประหลาดใจมากทั้งๆที่ในเวลาปกติตอนที่ไม่ได้เข้าทรงเขาคือคนไม่มีการศึกษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาไม่เคยมีความรู้เรื่องทางการแพทย์
การผ่าตัดหรือเรื่องยารักษาโรค”
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่สื่อมวลชน
สาธารณชนและบุคคลที่อยู่ในแวดวงทางการแพทย์จะหันมาสนใจสืบค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับประวัติชีวิตของเอ็ดการ์มีหนังสือประวัติของเขาตีพิมพ์ออกจำหน่ายหลายเล่มด้วยกัน
ทำให้เราได้รู้เรื่องราวของเขาค่อนข้างละเอียด
เอ็ดการ์เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม
ค.ศ. 1877 เป็นบุตรชายคนเดียวของชาวไร่ยาสูบจนๆอยู่ที่เมืองฮฮปสกินสวิลเล่
มลรัฐเคนตักกี
ถึงแม้เอ็ดการ์จะอ้างในภายหลังว่าตนเคยมีประสบการณ์สามารถรับรู้สิ่งเหนือธรรมชาติได้บ้างประปรายตั้งแต่สมัยเด็กๆแต่หลักฐานที่บ่งชิอย่างแน่ชัดว่าเขามีพรสวรรค์ในการรักษาโรคปรากฏเป็นครั้งแรกเมื่อตอนที่เขาอายุได้
16 ปี คือหลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่สนามเบสบอล
เรื่องมีอยู่ว่าวันนั้นเอ็ดการ์ถูกลูกเบสบอลที่ตีมาอย่างแรงปะทะเข้าที่บริเวณสันหลัง
แรงกระทบนั้นไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวดอะไรนักแต่มันทำให้เขาเกิดอาการผิดปกติขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
กล่าวคือวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านเอ็ดการ์ซึ่งปกติเป็นคนเรียบร้อยก็ได้เกิดอาการคุ้มคลั่งขึ้นมา
ร้องตะโกนโหวกเหวก หัวเราะลั่นบ้าน ขว้างปาสิ่งของและชวนทะเลาะหาเรื่องกับทุกคน
พ่อจึงพาเข้าไปนอน
ตอนเข้านอนนี้อาการเริ่มสงบลงจนเมื่อเขาหลับแล้วพ่อกับแม่ก็ยังยืนเฝ้าดูอาการของเขาอยู่ด้วยความวิตก
ขณะนั้นก็มีเสียงประหลาดดังมาจากร่างของเอ็ดการ์บอกนางเคย์ซีแม่ของเอ็ดการ์ให้ไปหายาชนิดหนึ่งมาพอกที่บริเวณท้ายทอยของเอ็ดการ์
นางเคย์ซีก็ได้ปฏิบัติตามคำร้องขอของเสียงลึกลับนั้น
หลังจากที่นางเคย์ซีเอายามาพอกให้แล้วเอ็ดการ์ก็นอนหลับเป็นปกติเช้าวันรุ่งขึ้นเอ็ดการ์ลุกจากที่นอนตามปกติแต่เขาจำเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในเย็นวันนั้นไม่ได้เลย
ต่อมาเอ็ดการ์ก็เริ่มเรียนรู้วิธีที่จะเข้าทรงได้ด้วยตนเองและอีก2-3ปีต่อมาเอ็ดการ์ก็เริ่มบอกวิธีรักษาโรคให้แก่คนอื่นบ้างประปรายแต่ก็เป็นการรักษาที่จำกัดวงอยู่เฉพาะในหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น
เมื่ออายุได้ 21 ปี
เอ็ดการ์ก็ออกเดินทางไปที่เมืองหลุยส์วิลเล่ มลรัฐเคนตักกีเพื่อหางานทำ
อยู่ที่นั่นได้ไม่นานชายหนุ่มเอ็ดการ์ก็เริ่มมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงพร้อมๆกับมีอาการคอเจ็บจนเสียงแหบแห้ง
เอ็ดการ์จึงลาออกจากงานเดินทางกลับบ้านแล้วไปหาหมอแผนปัจจุบันหลายคนรักษา
แต่โรคเสียงแหบนั้นไม่ยอมหายเอ็ดการ์จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากนักสะกดจิตพื้นบ้านชื่อนายอัล
เลน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อให้นายอัล
เลนมาสะกดจิตให้เพราะเขาเองสาทารถเข้าทรงได้เองโดยไม่ต้องให้ใครมาช่วยสะกดจิต
สิ่งที่เอ็ดการ์ต้องการคือให้นายอัล
เลนมาทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำเมื่อเขาเข้าทรง โดยนายอัล เลนมีหน้าที่นั่งอยู่ข้างๆเอ็ดการ์คอยสังเกตอาการหายใจ
เมื่อเห็นว่าเขาเข้าทรงเรียบร้อยแล้วนายอัล
เลนจะคอยชี้นำบอกให้เอ็ดการ์มองเข้าไปในร่างกายของตนเอง
พยายามค้นหาจุดบกพร่องแล้วบอกว่าเห็นอะไรบ้าง
เอ็ดการ์พึมพำออกมาแล้วก็พูดเสียงดังพอที่จะได้ยินอย่างชัดเจนว่า”ใช่แล้ว พวกเราเห็นร่างกายแล้ว”(Yes, we can
see the body) คำภาษาอังกฤษ 6
คำนี้จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเอ็ดการ์ในอีกหลายปีต่อมา
เอ็ดการ์ค้นหาตัวการที่ทำให้เสียงแหบก็พบว่ามีสาเหตุมาจากเส้นกล่องเสียงเป็นอัมพาตเนื่องมาจากความเครียด
เอ็ดการ์จึงให้นายอัล เลนช่วยเร่งกระแสการหมุนเวียนของโลหิตให้ไปที่คอของเขาโดยวิธีการชี้นำด้วยการสะกดจิต
เมื่อนายอัล
เลนชี้นำจนทำให้โลหิตไหลไปที่คอได้สำเร็จแล้วคอของเอ็ดการ์ก็เกิดมีสีแดงเข้ม
หลังจากนั้นอีกยี่สิบนาทีนายอัล
เลนก็ชี้นำให้เอ็ดการ์ปรับการหมุนเวียนของโลหิตให้เป็นปกติดังเดิมและให้ตื่นขึ้นมา
เอ็ดการ์ลืมตาลุกขึ้นนั่งบ้วนเลือดออกจากปากแล้วบอกว่าตนหายจากอาการเสียงแหบอย่างสิ้นเชิง
อีก 20
ปีต่อมาเอ็ดการ์ผู้ได้รับสมญานามว่า “สลีปปิ้ง
โปรเฟต” (Sleeping Prophet)ก็ได้อุทิศชีวิตให้แก่ศาสตร์แห่งการใช้พลังจิตอย่างเต็มที่
งานส่วนใหญ่ของเขามุ่งที่การรักษาโรคเป็นสำคัญ
ที่มีเป็นปลีกย่อยอยู่บ้างก็เป็นการทำนายเรื่องอดีตชาติ พยากรณ์วันอวสานของโลก
และทำนายฝัน
ชั่วเวลาไม่นานนักเมืองฮอปกิ้นสวิลเล่ก็ดูเป็นเมืองเล็กเกินไปสำหรับเอ็ดการ์ไปเสียแล้ว
เอ็การ์จึงย้ายจากที่นั่นไปรักษาโรคที่เมืองอื่นๆอีกหลายเมือง
อยู่มาคราวหนึ่งมีผู้แนะนำให้เอ็ดการ์ไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองเวอร์จิเนียบีชมลรัฐเวอร์จิเนีย
เขาจึงย้ายไปทำมาหากินอยู่ที่นั่นเมื่อปี ค.ศ. 1926
ตอนนี้เงินทองไหลมาเทมาเป็นว่าเล่น
ค่าครูในการเข้าทรงทำนายแต่ละครั้งกำหนดราคาบริจาคไว้ที่ 20 ดอลล่าร์ แต่ลูกค้ามักจะส่งเงินมาให้เขามากกว่านั้น
กิจการซึ่งแต่เดิมไม่มีอะไรมากนักก็เลยขยายใหญ่โตขึ้นตามลำดับ
มีการสร้างโรงพยาบาล พร้อมทั้งจัดหาเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาล
มีมูลนิธิเก็บดอกออกผลช่วยสนับสนุนทางด้านการเงินอีกทีหนึ่ง
กับทั้งยังมีองค์การที่เรียกชื่อว่า สมาคมเพื่อการวิจัยและการรู้ประจักษ์(Association for Research and Enlightenment) ทำหน้าที่ติดตามและบันทึกประวัติการรักษาโรคต่างๆของเอ็ดการ์เอาไว้
ส่วนเอ็ดการ์เองคงใช้ชีวิตแบบสมถะอยู่อย่างเดิม
ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว เคร่งศาสนา อยู่กับครอบครัวอย่างใกล้ชิด เมื่อไม่มีการรักษาโรคหรือใช้พลังจิตทำนายทายทักใคร
ก็จะทำสวนครัวอยู่กับบ้าน
การทำนายทายทักของเอ็ดการ์นั้นจะกระทำเพียงวันละ
2 หน คือตอนเช้าหนหนึ่งและตอนบ่ายอีกหนหนึ่ง
วิธีการของเขาก็เป็นแบบง่ายๆแต่แปลกจากนักพลังจิตคนอื่นๆที่เคยทำกันมาก่อนนั้นหรือที่ทำกันในตอนหลังๆ
คือ เอ็ดการ์จะนอนบนเก้าอี้ยาว ปลดกระดุมคอและแขนเสื้อ ถอดรองเท้า
เขาจะนอนสงบนิ่งสำรวมจิตเป็นสมาธิได้อย่างรวดเร็ว
นางเจอร์ทรูดภรรยาของเขาจะนั่งอยู่ข้างๆคอยสอบถามแล้วจดบันทึกถ้อยคำที่เอ็ดการ์พูดออกมาในขณะที่เข้าทรง
และบางครั้งคนป่วยก็จะมาอยู่ในห้องนั้นด้วย
แต่เมื่อเอ็ดการ์มีชื่อเสียงมากขึ้นแล้วเขาก็ใช้วิธีทำนายทางจดหมาย
มีคนป่วยเขียนจดหมายมาขอความช่วยเหลือจากเขาเป็นร้อยๆราย
ในกรณีที่ทำนายโยคนป่วยไม่ได้มาอยู่เฉพาะหน้านี้จะใช้วิธีนัดหมายวันเวลาที่จะทำนายกับคนป่วยแต่ละราย
เมื่อถึงเวลาตามกำหนดนางเจอร์ทรูดก็จะเอาชื่อและที่อยู่ของคนป่วยรายนั้นๆให้เอ็ดการ์ดู
เพียงแค่นี้เอ็ดการ์อ้างว่าเขาสามารถมองเห็นร่างกายของคนป่วยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
แต่ทั้งนี้คนป่วยจะต้องร่วมมือทำจิตให้เป็นสมาธิเพื่อที่ว่าเอ็ดการ์จะได้ส่งพลังจิตไปตรวจสอบดูอาการของโรคได้
หลังจากได้ตรวจสอบวินิจฉัยจนรู้สมุฏฐานของโรคแล้วเอ็ดการ์ก็จะให้คำแนะนำวิธีรักษาอีกทีหนึ่ง
นอกจากนั้นแล้วเอ็ดการ์ก็ยังใช้วิธีแนะนำคนป่วยให้ไปหาหมอในท้องถิ่นที่ใกล้บ้านคนป่วยนั่นเอง
เพื่อช่วยบำบัดรักษาโดยที่เขาสามารถบอกชื่อหมอในเมืองน้อยใหญ่เหล่านั้นได้ในทันทีทั้งๆที่ตนเองก็ยังไม่เคยไปที่เมืองนั้นๆมาก่อนเลย
นี่ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง
คราวหนึ่งมีหญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งพาลูกที่ป่วยเดินทางจากนครนิวยอร์กมาหาเอ็ดการ์
เอ็ดการ์บอกให้เธอพาลูกไปพบหมอ”ดอบบินส์”
ซึ่งอยู๋ที่นิวยอร์กนั่นเอง
หลังจากที่หญิงผู้นั้นกลับถึงนิวยอร์กเรียบร้อยแล้วเธอก็ได้พยายามเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อติดต่อกับหมอ”ดอบบินส์” แต่ไม่มีชื่อของหมอคนนี้ในสมุดโทรศัพท์
หลังจากที่ได้พยายามติดต่อสอบถามใครต่อใครอยู่นานก็ได้รู้ว่ามีหมอชำนาญการทางกระดูกคนหนึ่งชื่อ”แฟรงค์ ดอบบินส์” เพิ่งจะเดินทางมาเปิดกิจการอยู่ในย่านที่ผู้หญิงคนนั้นอาศัยอยู่
ยังขอติดตั้งโทรศัพท์ไม่ได้ดังนั้นชื่อของเขาจึงยังไม่ปรากฏอยู่ในสมุดโทรศัพท์
ประเด็นที่น่าอัศจรรย์ใจอีกอย่างของเอ็ดการ์ก็คือ
เรื่อการกำหนดตัวยาที่จะใช้รักษาโรคแก่คนป่วย
ยาที่เขากำหนดบางครั้งก็เป็นยาที่ล้าสมัยเลิกผลิตไปแล้ว
บางทีก็ไม่มีในรายการชื่อยาในวงการเภสัชในปัจจุบัน
หรือไม่ก็เป็นยาที่ทำการทดลองกันอยู่
คนที่จะรู้จักตัวยานี้ได้ก็มีแต่นักเคมีที่กำลังทำการทดลองอยู่เท่านั้น
บางครั้งตัวยาที่กำหนดก็เป็นยาธรรมดาๆที่แปลกๆ
เช่น ยาแคลซิออส (calcios) เป็นยาบำรุงแคลเซียมทำจากกระดูกไก่
ยาไซเม็กซ์ เล็กตุลาริอัส (cimex lectularius) ทำจากน้ำผลไม้ชนิดหนึ่ง
ซึ่งเอ็ดการ์ก็แนะนำให้ใช้รักษาโรคบวมน้ำ(dropsy) โรคหลอดโลหิตดำอักเสบ(phlebitis)
และโรคไตอักเสบ(nephritis)
เพราะความโด่งดังและมีคนมาติดต่อให้ช่วยเหลือในเรื่องต่างๆอยู่มาก
เลยทำให้ชีวิตของเอ็ดการ์ต้องได้รับความเดือดร้อนเสมอมา
เช่น เกิดปัญหาทางด้านการเงินบีบคั้น
ทำให้สมาคมการวิจัยและการรู้ประจักษ์ของเขาต้องขายอสังหาริมทรัพย์ที่เวอร์จิเนียบีชไปเป็นจำนวนมาก
แม้แต่ตัวเอ็ดการ์เองก็เคยถูกตำรวจจับหลายต่อหลายครั้งด้วยข้อหาเป็นหมอดูหลอกลวงประชาชนบ้าง
หาว่าละเมิดกฎหมายของรัฐว่าด้วยการค้าขายยาบ้าง และแม้กระทั่งข้อหาสบคบกันฆ่าคนตาย
ซึ่งข้อหาหลังนี้ก็เป็นผลมาจากการที่เขาสามารถระบุตัวฆาตกรได้อย่างถูกต้องโดยการใช้พลังจิตเพ่งดูนั่นเอง
แต่เมื่อขึ้นศาลทีไรเอ็ดการ์ก็พ้นข้อหานั้นๆทุกครั้งไป
เมื่อตอนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ลูกชาย 2 คนของเอ็ดการ์ถูกส่งออกไปรบในสมรภูมิต่างแดนด้วย
ในช่วงนั้นเอ็ดการ์ทุ่มเทการใช้พลังจิตมากกว่าแต่ก่อน
ทั้งทำเพื่อลูกของตนเองและทำให้แก่ลูกของคนอื่น
ทั้งนี้เพราะมีจดหมายจากทั่งสารทิศส่งมาถึงเขาเพื่อสอบถามชะตากรรมของทหารที่ออกปรบตลอดจนให้ช่วยใช้พลังจิตรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสงครามเป็นต้น
นอกจากนั้นแล้วเอ็ดการ์ก็ยังใช้วิธีการเข้าทรงนี้เพื่อหารายละเอียดเกี่ยวกับทวีปแอตแลนติสที่โงดังในอดีตแต่จมหายลงไปในสหาสมุทร
เอ็ดการ์มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องการใช้พลังจิตนี้วันแล้ววันเล่า
ทำให้เหน็ดเหนื่อยทั้งกายและเหน็เหนื่อยทั้งใจ วันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944
เอ็ดการ์ก็เป็นลมล้มพับลงไป
ในตอนรักษาตนเองนี้เอ็ดการ์ก็ใช้วิธีเข้าทรงเหมือนกัน
ร่างทรงของเขาก็ได้บอกว่า”เป็นตายเท่ากัน”
หลังจากนั้นไม่นานเอ็ดการ์ก็มีอาการเพียบหนักและเสียชีวิตลงเมื่อวันที่
3 มกราคม ค.ศ. 1945
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
สมาคมเพื่อการวิจัยและการรู้ประจักษ์ ฟื้นตัวในทางการเงินขึ้นมามาก ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีคนมาติดต่อใช้บริการของเอ็ดการ์เป็นจำนวนมากดังกล่าวแล้ว
ภายหลังองค์การนี้ได้ทุ่มเทให้กับงานวิจัยพลังจิตที่เอ็ดการ์ได้เคยกรุยทางไว้ในแต่แรกแล้วนั้น
เมื่อถึงปลายทศวรรษปี 1980
มูลนิธิของเอ็ดการ์ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาพลังจิตใหญ่ที่สุดในโลก
มีสมาชิกประมาณ 9,000 คนและมีคลินิก
ค่ายและกลุ่มศึกษาในเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วโลกถึง 1,500 แห่ง
ผลงานหลักที่เชิดหน้าชูตาขององค์การ
ได้แก่ ห้องสมุดเป็นที่รวบรวมคำพยากรณ์ของเอ็ดการ์มีอยู่ถึง 14,000 รายการ
มีทั้งที่เกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยการเข้าทรงและที่คนป่วยติดต่อให้รักษาทางจดหมาย
ผลงานเหล่านี้ได้จัดแบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆเพื่อสะดวกแก่การค้นคว้า
เช่น เรื่องโรค การบำบัด และอาการ ตลอดจนเรื่องที่เกี่ยวกับโหราศาสตร์ เป็นต้น
ถึงแม้ว่าเอ็ดการ์ได้ตายจากไปจากโลกนี้แล้วแต่คนรุ่นหลังที่มีความเชื่อในเรื่องนี้ก็ยังสามารถศึกษาเรื่องราวการใช้พลังจิตรักษาโรคของเขาจากห้องสมุดแห่งนี้
กล่าวได้เลยว่าเอ็ดการ์ตายแต่ตัวแต่ผลงานยังอยู่คู่กับโลกอีกนานเท่านาน
ปัญหาที่จะต้องถกเถียงกันต่อไปก็คือว่า
เอ็ดการ์เป็นนักพลังจิตจริงหรือไม่? คนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ก็บอกว่าเอ็ดการ์ไม่ได้ใช้พลังจิตอะไรหรอก
เป็นแต่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและสมุฏฐานของโลกจากคนป่วยที่บอกมาทางจดหมายนั่นเอง
และเมื่อจะแนะนำวิธีการรักษาโรคก็เพียงแต่กำหนดตัวยาพื้นฐานให้แก่คนป่วยไป
ไม่เห็นจะต้องใช้พลังพิเศษอะไรในตัวของเอ็ดการ์เลย
นอกจากนั้นแล้วที่อ้างกันว่าเอ็ดการ์สามารถใช้พลังจิตรักษาโรคได้นั้นก็ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องพิสูจน์แต่อย่างใด
เพียงแต่เป็นคำบอกเล่าตามความเข้าใจของคนป่วยที่เขียนจดหมายขอบคุณมาเท่านั้นเอง
ไม่มีข้อมูลยืนยันจากวงการแพทย์หรือโรงพยาบาลใดๆที่เป็นหลักฐานยืนยันหรือปฏิเสธอย่างแน่ชัดว่างานรักษาโรคของเอ็ดการ์มีการใช้พลังจิตเป็นส่วนประกอบสำคัญจริงๆหรือไม่
แฮร์รี่ เอ็ดเวิดส์
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ที่แน่ๆก็คือเอ็ดการ์เป็นหนึ่งในจำนวนหมอพลังจิตยุคใหม่ที่ทรงอิทธิพลและมีพรสวรรค์อันลึกซึ้งที่สุดในโลก
ขณะที่เอ็ดการ์และหมอในทางนี้คนอื่นๆอ้างว่าตนได้ความสามารถพิเศษในการบำบัดโรคมาจากพลังทิพย์บางอย่าง
แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นหมอร่วมสมัยมีความเชื่อว่า
ตนได้วิชารักษาโรคจากวิญญาณของคนที่ตายไปจากโลกนี้มานานแล้ว
ผู้ที่รักษาโรคด้วยกระบวนการทางจิตแบบนี้มีอยู่คนหนี่งชื่อ
แฮร์รี่ เอ็ดเวิดส์(Harry Edwards) เป็นชาวอังกฤษ
เรื่องของเขาเป็นที่ตื่นเต้นกันมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
นายแฮร์รี่แต่แรกก็ยังไม่รู้ว่าตนเองมีพลังจิตในการรักษาโรค
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาถูกส่งไปทำงานกับคณะสร้างทางรถไฟในตะวันออกกกลาง
งานนี้มักมีอุบัติเหตุอยู่บ่อยๆ คนงานที่ประสบอุบัติเหตุบอกว่า
เมื่อนายแฮร์รี่รักษาบาดแผลให้ทีไรแผลนั้นก็จะหายได้อย่างรวดเร็ว
แม้ว่านายแฮร์รี่จะบอกว่าตนเองไม่ได้มีวิชาหรือยาวิเศษในการรักษาโรคอะไรแต่คนงานก็เรียกเขาว่า”ฮากิม”(แปลว่า หมอ)กันทั้งนั้น
หลังจากนั้นมากว่า 15 ปีนายแฮร์รี่จึงรู้ตัวว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านนี้
นายแฮร์รี่เป็นนักธุรกิจที่สนใจในเรื่องไสยศาสตร์และจิตศาสตร์
แต่เพิ่งจะรู้ตัวว่าตนมีความสามารถพิเศษในการใช้พลังจิตรักษาโรคได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี
ค.ศ. 1939
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อนายแฮร์รี่นั่งสมาธิเพ่งกระแสจิตตรงไปที่เพื่อนซึ่งป่วยเป็นวัณโรคใกล้ตายอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งห่างไกลจากบ้านของเขามาก
บัดดลนั้นเองนายแฮร์รี่บอกว่ากายทิพย์ของเขาได้ล่องลอยไปจนถึงจุดที่เพื่อนนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
เมื่อเขาทำสมาธิต่อไปก็เห็นภาพนิมิตของเพื่อนมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าและเขามีความรู้สึกว่ามีพลังประหลาดอย่างหนึ่งพุ่งออกจากตัวเขาไปที่เพื่อน
เมื่อเขาไปเยี่ยมเพื่อนคนนั้นในวันรุ่งขึ้นก็ปรากฏว่าอาการของเพื่อนดีขึ้นมาได้อย่างประหลาด
ตั้งแต่นั้นมานายแฮร์รี่ก็เริ่มรู้ตัวว่าตนสามารถถอดกายทิพย์ไปไหนมาไหนได้
และสามารถใช้เป็นสื่อในการรักษาโรคให้หายได้อย่างมหัศจรรย์
นายแฮร์รี่ลงมือศึกษาเรื่องนี้ต่อไปอย่างจริงจังจนกระทั่งได้ค้นพบวิธีการใหม่เป็นของตนเองโยเฉพาะ
คือ เขาจะใช้วิธีสะกดจิตตัวเอง วิธีสะกดจิตตัวเองนี้เอ็ดการ์และหมอรักษาโรคด้วยพลังจิตคนอื่นๆในยุคเดียวกันได้นำมาใช้ในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นนายแฮร์รี่ก็ตระเวนไปรักษาโรคด้วยวิธีการแบบนี้ตามสาธารณสถานต่างๆทำให้ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปไกลเป็นที่สนใจของผู้คนเป็นอันมาก
มีคนเขียนจดหมายมาขอให้เขารักษาโรคให้เป็นจำนวนมากมาย
นายแฮร์รี่บอกว่าถึงคนป่วยจะไม่ได้มาอยู่ต่อหน้าเขาก็รักษาโรคได้ผลเหมือนอย่างมาอยู่ต่อหน้า
และที่แตกต่างจากเอ็ดการ์จุดหนึ่ง ก็คือ คนป่วยจะร่วมมือด้วยเรือไม่ไม่สำคัญ
เขาสามารถรักษาโรคให้หายได้ทั้งนั้น
ในช่วงที่นายแฮร์รี่โด่งดังสุดขีดนั้นเขาได้รับจดหมายจากคนป่วยที่ส่งมาที่บ้านของเขาที่เมืองเซอร์เรย์
(Surrey) ประเทศอังกฤษถึงวันละ 2,000 ฉบับ
นายแฮร์รี่บอกว่าจากสถิติที่เขาบันทึกไว้นั้นคนป่วยที่เขารักษาหายจากโรคมีมากถึง
80-90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆมาสนับสนุนข้ออ้างนี้
เมื่อมีใครมาถามว่าความรู้ทางด้านการแพทย์ที่เขานำมารักษาโรคได้นั้นได้มาจากไหน
นายแฮร์รี่จะตอบว่าเขาใช้กระแสจิตติดต่อรับพลังงานรักษาจากวิญญาณคนตายแล้วถ่ายทอดไปให้คนป่วยอีกต่อหนึ่ง
นายแฮร์รี่อธิบายว่าพลังที่ว่านี้แต่ละครั้งจะมาจากแหล่งต่างๆกันแต่ส่วนใหญ่แล้วอ้างว่ามาจากวิญญาณของหมอที่มีชื่อเสียง
2คนในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis
Pasteur) นักเคมีชาวฝรั่งเศส และลอร์ด โยเซฟ ลิสเตอร์ (Joseph
Lister) ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ
ข้างผู้ที่โต้แย้งการรักษาโรคของนายแฮร์รี่ก็บอกว่า
ที่นายแฮร์รี่อ้างว่ารักษาโรคหายนั้นเป็นเพียงจิตของคนป่วยคิดไปเองว่าหาย
หรือไม่อย่างนั้นก็เพราะโรคมีอาการหลบในชั่วคราว
แต่ใครจะคิดอย่างไรก็ตามแต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลื่อมใสศรัทธาในตัวของหมอผู้นี้เหมือนเดิม
และเมื่อนายแฮร์รี่เสียชีวิตลงไปในปี ค.ศ. 1976 เพื่อนร่วมงานของเขา 2 คน
ก็ได้สืบสานงานของหมอรักษาโรคด้วยพลังจิตชาวอังกฤษผู้นี้ต่อไป
ทั้งนี้โยใช้วิธีการที่นายแฮร์รี่เคยใช้
นั่นคือการปรับกระแสจิตติดต่อกับวิญญาณของคนตาย
นายแฮร์รี่
เอ็ดเวิดส์มีชื่อเสียงโด่งดังว่ามีความสามารถในการรักษาโรคให้หายชะงัดโยใช้พลังที่ได้จากการชี้นำของวิญญาณคนตาย
แต่เขาไม่ได้อ้างว่าตนเป็นร่างทรงของหมอคนนั้นคนนี้
ไม่เหมือนหมอชื่อดังชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งชื่อ จอร์จ ชัปมัน (George Chapman)
จอร์จ ชัปมัน
จอร์จ ชัปมัน
เดิมมีอาชีพเป็นเจ้าพนักงานดับเพลิงอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล(Liverpool)ได้ค้นพบวิธีรักษาโรคด้วยพลังจิต
หลังจากที่ได้หันมาสนใจเรื่องจิตศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1945
คือหลังจากลูกสาวของเขาเสียชีวิตได้ไม่นาน
เมื่อลูกสาวตายจอร์จเสียใจมากเขาเลยหันมาศึกษาค้นคว้าในเรื่องชีวิตหลังตายของมนุษย์เรา
จอร์จใช้วิธีเข้าทรงด้วยการสะกดจิตตัวเอง
ด้วยวิธีการเช่นนี้เขาอ้างว่าสามารถรับข่าวสารวิธีรักษาโรคจากวิญญาณของหมอต่างๆในอดีต
เช่น หมออินเดียแดงในอเมริกาและศัลยแพทย์จีนชื่อชาง (Chang)
นอกจากหมอทั้งสองคนนี้แล้วเขายังอ้างด้วยว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณของหมอที่มีชื่อเสียงของอังกฤษคือหมอวิลเลียม
ลาง (Dr.William Lang) จักษุแพทย์และศัลยแพทย์ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1937
เมื่อจอร์จรู้ว่าเขาสามารถทำให้วิญญาณหมอที่ตายไปแล้วมาประทับทรงในร่างของตนได้เขาจึงดำเนินการรับรักษาโรคตามที่ได้รับคำแนะนำจากวิญญาณนั้น
หมอร่างทรงผู้นี้ถึงกับลงทุนไปซื้อสำนักงานเก่าของหมอลางที่ตายไปแล้วมาเป็นสำนักงานรักษาโรคด้วยพลังจิตอยู่แถวๆย่านไอเลสเบอร์รี่
(Aylesburry) ทางเหนือของกรุงลอนดอน
จอร์จอธิบายว่า
เทคนิคการรักษาโรคที่เขานำมาใช้นี้เป็นวิธีที่เรียกว่า”การผ่าตัดกายทิพย์”(ethical surgery)โยอ้างว่าสามารถผ่าตัดรักษาโรคต่างๆได้นับตั้งแต่โรคตาต้อกระจกไปจนถึงโรคหัวใจ
โยไม่ต้องใช้มือสัมผัสคนไข้
จอร์จเชื่อว่า
เขากับหมอลาง(ที่ตายไปแล้ว)ทำเช่นนี้ได้ก็เพราะ”กายทิพย์”เป็นร่างที่มีคุณสมบัติเป็นสนามพลังงานที่เชื่อกันว่าเป็นของคู่กันกับกายเนื้อของคนเรา
เมื่อรักษากายทิพย์ได้กายเนื้อก็จะหายไปจากโรคไปด้วย
เรื่องราวของหมอจอร์จผู้นี้มีคนเอาไปเขียนลงในหนังสือและในบทความหลายเล่มหลายเรื่องด้วยกัน
โยใช้ข้อมูลคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของคนป่วยที่ไปรักษากับจอร์จแล้วโรคหาย
หนังสือที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้ได้ดีมากคือเล่มที่เขียนโย
เจ.เบอร์นาร์ด ฮัตตัน( J.Bernard Hutton) ตีพิมพ์เมื่อ
ค.ศ. 1966 ชื่อ Healing Hands ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เคยเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องประเภทลี้ลับมหัศจรรย์ และเรื่องเกี่ยวกับการจารกรรมเป็นต้น
เขาได้มาเห็นวิธีการรักษาโรคของหมอจอร์จผู้นี้เมื่อตอนที่ตัวเองเกิดป่วยหนักแล้วตามองไม่เห็น
ภรรยาของเขาจึงได้แนะนำให้ไปพบหมอจอร์จ ซึ่งเขาก็ได้ทำตามโยได้นัดหมายกับ”หมอลาง” ถึงวันเวลาจะไปพบ
ตอนแรกเขาก็ไม่นึกศรัทธาเท่าใดนักแต่หลังจากให้”หมอลาง” รักษาแล้วผลปรากฏว่าเขาสามารถมองเห็นได้ด้วยฝีมือของหมอร่างทรงผู้นี้
หลังจากนั้นเขาก็ต้องการจะศึกษาเรื่องของหมอจอร์จนี้ต่อไป
จึงได้ไปสัมภาษณ์คนป่วยหลายรายที่หมอจอร์จเคยรักษาหาย
พร้อมกับตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์ประกอบไปด้วย ทั้งนี้เพื่อจะพิสูจน์ว่า”ที่ว่าหมอจอร์จกับหมอลางรักษาโรคให้หายนั้นน่าเชื่อถือได้เพียงใด”ผลจากการสัมภาษณ์คนป่วยเหล่านั้นต่างก็บอกตรงกันว่าตนหายจากโรคเพราะฝีมือของหมอจอร์จทั้งสิ้น
เป็นที่รู้กันว่าที่สำนักงานของหมอจอร์จนั้น
คนป่วยจะต้องไม่เรียกเขาว่า”จอร์จ”
เฉยๆ แต่ให้เรียกว่า”หมอ”แทน และตลอดเวลาที่ดำเนินการรักษาโรคกันอยู่นั้นคนป่วยจะได้พบกับจอร์จ
ชัปมันที่มีลักษณะหลังค่อม พูดยานคางเหมือนคนชรา(ข้อสังเกต หมอลางตอนตายมีอายุ 84
ปี)
นายเจ.เบอร์นาร์ด
ฮัตตันเขียนไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าว”ผมเห็นคนที่ยืนอยู่มีรูปร่างเหมือนกับรูปของคุณจอร์จ
ชัปมัน เพียงแต่ใบหน้าของคนผู้นั้นดูแก่กว่ามาก
มีรอยย่นและรอยตีนกาเต็มไปหมดทั้งๆที่จอร์จ ชัปมันตอนนั้นอายุเพียง 40 ปีเท่านั้น”
จอร์จจะหลับตาอยู่เกือบตลอดเวลาทั้งนี้เพราะเขาจะเริ่มเข้าทรงตั้งแต่เช้าตรู่เรื่อยไปจนกระทั่งรักษาคนป่วยรายสุดท้ายเสร็จสิ้นลงเขาจึงจะลืมตา
จอร์จในร่างทรงของหมอลางจะพูดคุยกับคนป่วยและลงมือตรวจวินิจฉัยโรคเหมือนกับเป็นหมอจริงๆและหากจำเป็นก็จะผ่าตัดคนป่วยด้วยเครื่องมือต่างๆที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
พวกญาติมิตรของผู้ป่วยจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปสังเกตการณ์ในขณะที่ทำการรักษาอยู่นั้นได้
จากการสัมภาษณ์ของนาย เจ.เบอร์นาร์ด
ฮัตตัน ได้ความว่า
ผู้ที่เข้าไปสังเกตการณ์ยืนยันว่าไม่เห็นเครื่องมือทางการแพทย์ใดๆอยู่ในสำนักงานนั้นเลย
แต่คนป่วยที่ผ่านการ”ผ่าตัดกายทิพย์”บอกว่า
มีความรู้สึกเหมือนกับมีมีดผ่าตัดถูกสอดเข้าไปในร่างกาย
จากนั้นก็รู้สึกว่าเหมือนมีปลายเข็มมาเย็บดึงเนื้อเข้าหากันในตอนที่ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
และในวันรุ่งขึ้นก็ยังรู้สึกเสียวๆเหมือนกับคนที่ผ่านการผ่าตัดจากแพทย์มาจริงๆ
การผ่าตัดของจอร์จ
ชัปมันเป็นสิ่งยากที่จะอธิบายว่าทำได้อย่างไร
แต่เขาก็ทำได้จริงๆผู้ที่เคยเห็นวิธีของเขามักจะพูดว่าเป็นการผ่าตัดโรคในบรรยากาศที่เรียบง่าย
ไม่มีอะไรที่จะต้องตื่นเต้นหวาดเสียวเหมือนวิธีการของหมอผ่าตัดด้วยพลังจิตในประเทศโลกที่สาม(ประเทศด้อยพัฒนา)
พวกหมอประเภทหลังนี้อ้างว่าตนได้รับคำแนะนำเรื่องการผ่าตัดรักษาโรคมาจากวิญญาณของพระเยซูเจ้าและของหมอสำคัญๆบางคนที่ตายไปแล้ว
พวกนี้บอกว่า
สามารถรักษาโรคได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือผ่าตัดของแพทย์
แต่ก็สามารถนำเนื้อเยื่อของโรคร้ายออกมาจากร่างกายของคนป่วยได้
ในขณะที่ลงมือผ่าตัดอยู่นั้น
จะมองเห็นเลือดที่ไหลออกมาเหมือนการผ่าตัดจริงๆ
ทั้งยังเห็นเนื้อร้ายที่นำออกมาจากร่างกายของคนป่วยเสียอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ใครเห็นแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นการใช้พลังจิตผ่าตัดได้จริงๆ
แต่จากการติดตามศึกษาของนายวิลเลียม
โนเล็น(William Nolen) ศัลยแพทย์มีชื่อชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านการผ่าตัดด้วยการใช้พลังจิตมาด้วยตนเอง
และจากการเปิดเผยของนายเดวิด ฮอย(David Hoy) นักมายากลและนักพลังจิตมืออาชีพ
แสดงให้เห็นว่าไม่มีการผ่าตัดเกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด
เพียงแต่เป็นการเล่นกลตบตาโดยวิธีซ่อนถุงเลือดสัตว์และสิ่งที่มีลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อของคนไว้ในฝ่ามือ
พอถึงเวลาผ่าตัดก็เอาออกมาทำทีว่าเป็นเลือดและเนื้อเยื่อของคนจริงๆเท่านั้นเอง
ถึงแม้ว่าจะเป็นการผ่าตัดด้วยวิธีตบตาแต่ก็ให้ผลทางจิตวิทยาแก่คนป่วยเป็นอย่างมาก
ทำให้คนป่วยมีความรู้สึกว่าตนได้รับการบำบัดรักษาเรียบร้อยแล้ว
และนี่ก็คือเป้าหมายของศัลยแพทย์ทางพลังจิต คือการฟื้นฟูสุขภาพของคนป่วยด้วยผลจาก”พลาซีโบ” คือหลอกคนป่วยให้เชื่อว่าตนได้รับการบำบัดจากหมอไปแล้ว
การใช้วิธีการใหม่ๆเพื่อหลอกคนป่วยของหมอผ่าตัดด้วยพลังจิตดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติตั้งแต่ครั้งโบราณ
คือ การบำบัดโรคด้วยอานุภาพแห่งศรัทธา(healing through
faith)
บางคนพลังจิตก็ช่วยไม่ได้
หมอผ่าตัดด้วยพลังจิตได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศบราซิลและประเทศฟิลิปปินส์
ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ยังมีหมอประเภทนี้ทำการรักษาอยู่ตามท้องถิ่นชนบทห่างไกล
คนพื้นเมืองที่เลื่อมใสศรัทธาไปใช้บริการรักษาโรคแต่ละปีมีจำนวนเป็นพันๆ
ซ้ำยังมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปยังต่างประเทศด้วย ทำให้มีชาวต่างประเทศเดินทางเข้าไปรับการรักษาเป็นประจำ
คนป่วยที่ไปรับการบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นคนระดับชาวบ้านธรรมดาๆที่อาการของโรคอยู่ในระยะสุดท้ายคืออยู่ในขั้นที่”หมอไม่รับ”และไม่มีที่พึ่งทางอื่นได้อีกแล้วที่จะช่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้
คนที่ไปรับการบำบัดรักษานั้นหากโรคเกิดกำเริบขึ้นหรือกลายเป็นเรื่องร้ายแรงขึ้นมาในภายหลัง
สาธารณชนก็มักไม่ค่อยได้รู้เรื่อง
ยกเว้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับหนุ่มดาราโทรทัศน์ยอดนิยมชาวอเมริกันชื่อ แอนดี้
คาฟมัน(Andy Kaufman)
เรื่องราวของหนุ่มดาราคนนี้
นายมาร์ติน
การ์เนอร์(นักเขียนหนังสือเชิงวิทยาศาสตร์แต่ชอบเอาเรื่องของพวกนักพลังจิตกำมะลอมาตีแผ่อยู่เสมอ)
ได้นำมาเขียนลงในวารสาร “Discover” ฉบับเดือนสิงหาคม
ค.ศ. 1984
นายมาร์ติน
การ์เนอร์เขียนไว้ในวารสารดังกล่าวว่า เมื่อปลายทศวรรษปี ค.ศ. 1970 แอนดี้
คาฟมันได้ชมภาพยนตร์เรื่องPsychic Phenomenon Exploring the
Unknown เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการผ่าตัดด้วยพลังจิตของหมอชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง
ซึ่งอ้างว่ามีประสิทธิผลในการรักษาโรคได้จริง
ต่อมาเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1984
นายแอนดี้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและหมอบอกเขาว่าเป็นมะเร็งที่ปอดในระยะสุดท้ายหมดทางที่จะบำบัดรักษาเสียแล้ว
นั่นหมายถึงว่าเขาต้องตายแน่ๆ
นายแอนดี้จึงพยายามเสาะหาหมอผ่าตัดด้วยพลังจิตเพื่อรักษาโรคมะเร็งของตนและในที่สุดก็ได้ไปที่คลินิกของหมอ
รามอน จูเนียร์ ราโบ”(Ramon Junior Labo)
ชายหนุ่มแอนดี้
เข้าไปรับการบำบัดโรคจากหมอราโบผู้นี้วันละสองหนและทำอยู่หลายวัน
แต่ละหนนั้นหมอราโบจะใช้มือทั้งสองข้างของเขาทำกรรมวิธีที่เรียกว่า”ฟื้นฟูพลังแม่เหล็กให้เกิดความสมดุล”
จากนั้นเขาก็ใช้น้ำมันชนิดหนึ่งทาตามตัวของแอนดี้พลางก็รอคำแนะนำในการรักษาโรคจากวิญญาณศักดิ์สิทธ์
เมื่อได้รับคำแนะนำจากวิญญาณนั้นแล้ว
หมอราโบก็ทำการผ่าตัดตรงหน้าอกที่เป็นมะเร็งของแอนดี้มีเลือดไหลออกมามากมาย
จากนั้นหมอราโบก็ตัดเอาเนื้อร้ายนั้นออกมา
อีก 2-3
วันต่อมานักแสดงแอนดี้ก็ได้เดินทางกลับคนรแอนเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกา
ด้วยความมั่นใจว่าตนได้รับการบำบัดให้หายจากโรคมะเร็งแล้ว
ทว่าอีกสองเดือนต่อมาแอนดี้ก็ได้เสียชีวิตลง
เมื่อโรงพยาบาลทำการเอกซ์เรย์ดูแล้วก็ไม่เห็นร่องรอยว่ามีการผ่าตัดแต่อย่างใด
มิหนำซ้ำมะเร็งที่บอกว่าได้รับการบำบัดแล้วนั้นก็ยังลุกลามออกไปเรื่อยๆโดยไม่มีสิ่งใดไปขัดขวางมัน
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าการรักษาโรคด้วยพลังจิตทำไม่ได้ใช่หรือไม่?
จากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันระบุว่า
หมอพลังจิตสามารถบำบัดความเจ็บปวดได้ ขับไล่โรคได้ ช่วยคนป่วยให้เดินได้
และช่วยคนตาบอดให้มองเห็นได้
แต่นั้นก็ทำได้กับบางคนและในบางครั้งเท่านั้น
ทั้งยังไม่สามารถที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าโรคนั้นหายได้เพราะสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ
หรือเพราะการดลบันดาลของเทพเจ้า
ที่พวกหมอพลังจิตทำเช่นนั้นได้อาจเป็นเพราะว่า
80% ของโรคทั้งปวงมีบ่อเกิดมาจากจิตใจบ้าง โรคบางอย่างสามารถจำกัดตัวเองได้บ้าง และเพราะว่าร่างกายของมนุษย์มีท่าทีที่จะเยียวยารักษาโรคที่มีลักษณะสองประการดังกล่าวได้โดยธรรมชาติเมื่อมีโอกาสอำนวย
คนป่วยด้วยโรคตามที่ว่ามานี้มีวิธีการรักษาให้หายได้ด้วยการสร้างศรัทธา
ความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ป่วย ตามความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยนั้นๆ
เช่นการประกอบพิธีของพวกหมอผี
การสร้างศรัทธาในพระเจ้าของพวกพระในศาสนาคริสต์
และการพูดชี้ชวนแนะนำของพวกหมอแผนปัจจุบัน เป็นต้น
ส่วนโรคที่เหลืออีก 20
เปอร์เซ็นต์เป็นโรคที่มีสาเหตุทางกายและมีท่าทีว่าจะบำบัดรักษาตัวเองไม่ได้
การใช้พลังจิตรักษาโรคประเภทนี้มีทางทำได้หรือไม่?
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนพอที่จะให้มั่นใจได้ว่า
โรคบางชนิดเช่น โรคมะเร็ง โรคที่เกี่ยวกับโลหิต โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
หรือจากเชื้อแบคทีเรียชนิดร้ายแรง
สามารถใช้วิธีการลี้ลับดังกล่าวมาบำบัดรักษาให้หายขาดได้
เป็นแต่เพียงช่วยบรรเทาอาการของโรคบางอย่างได้เท่านั้นเอง เช่น บรรเทาความเจ็บปวด
ช่วยลดความกระวนกระวายใจและช่วยคลายคับข้องใจ
ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงก็น่าจะก่อให้เกิดผลดีได้บ้างเป็นแน่
อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้คนป่วยและญาติสนิทมิตรสหายเกิดความรู้สึกว่าโรคร้ายที่อยู่ในร่างกายของคนป่วยมีอาการบรรเทาเบาบางลงไป
และเมื่อคนป่วยมีกำลังใจขึ้นมาเช่นนี้แล้วก็จะสามารถระดมสรรพกำลังภายในร่างกายของตนให้มาช่วยสู้รบปรบมือกับศัตรูภายในของตนเองได้
ทางเลือกในการรักษาโรค
กำลังใจของคนป่วยที่คิดว่าตัวเองยังมีโอกาสจะหายจากโรคได้นั้น
เป็นสิ่งที่แพทย์ซึ่งรักษาคนป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงต้องการมากที่สุด
กระนั้นก็ตามก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า
ระหว่างการรักษาด้วยวิธีการลี้ลับกับการรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน
คนป่วยควรจะเลือกทางใด?
สำหรับผู้ที่ไม่เลื่อมใสในวิธีการรักษาแบบลี้ลับ(หรือแผนโบราณ)
นี้ก็บอกว่าการที่เลือกไปหาหมอแผนโบราณก่อนที่จะไปหาหมอแผนปัจจุบันเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง
เพราะช่วงเวลาที่ให้หมอแผนโบราณรักษาอยู่นั้นอาจทำให้อาการของโรคเปลี่ยนแปลงหรือหลบในเป็นอย่างอื่น
เมื่อคนป่วยมาถึงมือหมอแผนปัจจุบันก็อาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดได้ง่าย หรือกว่าจะรู้แน่ว่าเป็นโรคอะไรก็อาจจะสายเกินกว่าที่จะช่วยชีวิตคนป่วยไว้ได้ทันเสียแล้ว
แต่ก็มีทางสายกลางที่ควรเลือก นั่นคือ
เอาอย่างนายนอร์มัน คูซินส์(Norman Cousins)
ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น
ทั้งนี้หมายความว่าคนป่วยจะต้องมีความตั้งใจจริงที่จะรักษาโรคของตัวเองให้หายให้จงได้
ครั้นแล้วจึงพิจารณาว่าควรจะเลือกหนทางไหนในการรักษา
จากนั้นก็ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะใช้หนทางนั้นๆหรือไม่
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าจะตกลงใจเลือกใช้การรักษาด้วยพลังจิตหรือโดยวิธีการลี้ลับ(แผนโบราณ)นี้แล้ว
ก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันเสียทีเดียว
การรู้จักเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมของแต่ละแนวทางควบคู่กันไป
น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด.

No comments:
Post a Comment