อานุภาพบำบัดโรค
บทที่ 3 ศรัทธาและพลังสัมผัสจากกายมนุษย์
การรับรู้โดยทางผิวกาย
เมื่อไม่นานมานี้ประเทศสหรัฐอเมริกามีเด็กประหลาดคนหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ
“เบ็นจามิน” ในตัวของเขาส่วนที่เป็นมันสมองมีเฉพาะส่วนที่เรียกว่า
“โคนสมอง” หรือ “ฐานสมอง”
อันเป็นอวัยวะส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของหัวใจ
ปอดและกล้ามเนื้อและทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างไขสันหลังกับศูนย์กลางสมองระดับสูงๆได้เท่านั้นเอง
ในช่วงเวลาสั้นๆที่หนูน้อยเบ็นจามินมีชีวิตอยู่ในโลก
ก็แทบจะกล่าวได้ว่าเขาตกอยู่ในสภาพที่รับรู้อะไรไม่ไดเลย
คือถึงจะมีตาก็มองอะไรไม่เห็น มีหูก็ฟังอะไรไม่ได้ยิน มีจมูกก็ดมอะไรไม่ได้กลิ่น
มีสิ้นก็ลิ้มอะไรไม่รู้รส และถึงแม้จะมีใจก็คิดอะไรไม่เป็น
แต่ก็มาแปลกตรงที่เมื่อมีคนมาอุ้มหรือใช้มือสัมผัสลูบไล้ก็ปรากฏคล้ายๆกับว่าเขาสามารถรับรู้สัมผัสทางกายของคนที่มาอุ้มหรือเอามือมาสัมผัสนั้นได้
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพระว่าถึงแม้หนูน้อยเบ็นจามินจะไม่มีมันสมองแต่ก็มีอวัยวะส่วนที่เป็นผิวหนังอยู่
ซึ่งตามผิวหนังเองก็มีเซลล์ประสาทต่างๆเชื่อมโยงอยู่กับไขสันหลังโดยตรง
จากการที่ยังสามารถรับรู้ได้ด้วยประสารทสัมผัสทางกายนี้เองทำให้หนูน้อยคนนี้ไม่เกิดความว้าเหว่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
คืออย่างน้อยที่สุดก็ยังมีความรู้สึกเมื่อมีอ้อมแขนของผู้อื่นมาโอบกอดหรือมีมือของคนอื่นมาลูบไล้ตามร่างกาย
ในบรรดาอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวงที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์เรานั้น
ส่วนที่เป็นผิวหนังถือว่าเป็นอวัยวะที่มีความกว้างใหญ่และมีความสำคัญมากที่สุดอวัยวะหนึ่งเลยทีเดียว
ท่านผู้รู้เรื่องนี้ดีบอกว่าคนปกติทั่วไปจะมีผิวหนังห่อหุ้มอยู่ทั่วร่างกาย
ซึ่งคิดเป็นเนื้อที่รวมกันได้ถึง 18 ตารางฟุต และมีน้ำหนักรวมกันถึง 8 ปอนด์
ตามผิวหนังทั่วทั้งร่างกายจะมีปลายเส้นประสาทเล็กๆที่มีความไวต่อการรับรู้กระจายอยู่ทั่ว
ซึ่งนับจำนวนได้ไม่น้อยกว่าห้าล้านเส้น และก็มีทั้งเส้นที่ละเอียดโปร่งใสมากๆ เช่น
ที่เปลือกตาเป็นต้น และก็มีเส้นที่หนาทึบและหยาบ เช่น ที่ส้นเท้าเป็นต้น
นอกจากนี้แล้วปลายเส้นประสาทแต่ละแห่งก็มีหน้าที่รับรู้แตกต่างกันไป
เช่น ปลายประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้รสอยู่ที่ลิ้น
ปลายประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้กลิ่นอยู่ที่จมูก และปลายประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้เสียงอยู่ที่หู
ดังนี้เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีปลายประสาทที่รับรู้ความรู้สึกทางด้านกามารมณ์กระจายอยู่ตามจุดต่างๆทั่วร่างกาย
ซึ่งเมื่อสัมผัสเล้าโลมเข้าแล้วก็จะเกิดความรู้สึกทางเพศและเป็นแรงกระตุ้นให้ชาย-หญิงมีเพศสัมพันธ์กันซึ่งก็ช่วยให้มนุษยชาติสืบต่อเผ่าพันธุ์อยู่ในโลกต่อไปได้
แค่ที่ปลายนิ้วมือของคนเราเพียงนิ้วเดียวท่านผู้รู้บอกว่ามีปลายประสาทรับรู้อารมณ์ความรู้สึกอยู่รวมกันถึง
1,000 เส้น และแค่มือข้างเดียวก็มีปลายประสาทกระจายอยู่มากกว่า 10,000
เส้นเข้าไปแล้ว
ปลายประสาทรับรู้ความรู้สึกที่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของผิวหนังทั่วร่างกายนี้
จะมีทั้งส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้สัมผัสทางกายและส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้รส
ปลายประสาทส่วนที่รับรู้สัมผัสทางกายจะช่วยให้คนเรารับรู้สัมผัสต่างๆ
เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น
ส่วนปลายประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้รสก็ทำให้เรารับรู้รสต่างๆมีเปรี้ยว หวาน มัน
เค็ม เป็นต้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า
ในชั่วชีวิตคนเราจะรับรู้สัมผัสและรสต่างๆได้ก็โดยอาศัยผิวหนังของเรานี่เอง
นอกจากนั้นแล้วปลายประสาทตามผิวหนังก็ยังมีความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือสามารถแยกแยะได้ว่าสัมผัสใดบ่งบอกถึงอารมณ์เช่นใดของผู้มาสัมผัส
เช่น สัมผัสที่บ่งบอกถึงความโกรธ สัมผัสที่บ่งบอกถึงความวิตกกังวล
สัมผัสที่บ่งบอกถึงความรักและความเห็นอดเห็นใจ เป็นต้น
แต่ก็ยังมีผู้คนอีกส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า
ปลายประสาทรับรู้ตามผิวหนังของคนเรามีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าคุณสมบัติต่างๆดังกล่าวมาข้างต้นนั้น
กล่าวคือเชื่อกันว่าปลายประสาทรับรู้ความรู้สึกเหล่านี้สามารถแผ่พลังการบำบัดโรคออกจากร่างกายของบุคคลผู้หนึ่งไปช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายของอีกบุคคลหนึ่งได้
ทั้งนี้โดยอาศัยมือทั้งสองข้างเป็นสื่อกลางในการแผ่พลังดังกล่าวออกไป
พลังมือรักษาโรค
การที่บุคคลผู้หนึ่งยื่นมือออกไปสัมผัสเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในร่างกายของอีกบุคคลหนึ่งนี้
เป็นปรากฏการณ์สากลในหมู่มนุษย์เรา
และแม้แต่ตัวเราเองก็ต้องเคยประสบกันมาแล้วทั้งนั้น
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อตอนที่เรายังเล็กๆอยู่ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดอาการฟกช้ำดำเขียวตามร่างกายขึ้นมา
แค่แม่ของเราเอามือมาลูบไล้ตรงจุดที่เราได้รับบาดเจ็บและจูบปลอบโยนเท่านั้น
เราก็จะรู้สึกว่าอาการเจ็บปวดหายไปเป็นปลิดทิ้ง
หรือเมื่อเรากำลังปวดศีรษะอย่างหนักแต่พอมีเพื่อนเอาแขนมาโอบไหล่เท่านั้นเอง
เราก็จะรู้สึกว่าอาการปวดศีรษะนั้นหายไปได้อย่างประหลาด
แต่ที่จะนำมาเสนอนี้เป็นเรื่องราวของการใช้มือสัมผัส
ซึ่งส่งผลทางการรักษาโรคได้เหนือกว่ากรณีแม่กับลูก
และเพื่อนกับเพื่อนตามที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น
การใช้มือรักษาโรคนี้ผู้คนในสมัยโบราณเชื่อกันว่าเป็นเครื่องมือในการรักษาโรคที่ได้ผลดีมากอย่างหนึ่ง
ดังที่ปรากฏตามเรื่องราวเล่าขานต่างๆรวมทั้งเรื่องราวในประวัติศาสตร์และยังมีปรากฏติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงที่เราได้พบเห็นตามข่าวสารของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
ในปัจจุบันเรื่องราวเหล่านี้ล้วนแต่กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า
หมอรักษาโรคประเภทนี้มีพลังลี้ลับเหนือมนุษย์ธรรมดาอยู่ในร่างกายเมื่อนำมือไปสัมผัสที่ร่างกายของผู้ป่วยแล้วก็จะสามารถช่วยบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ป่วยได้
กล่าวกันว่ามือของหมอผู้มีพลังลี้ลับเช่นว่านี้สามารถขับไล่โรคออกจากร่างกายของผู้ป่วยได้
แม้แต่คนที่เป็นง่อยเปลี้ยก็สามารถช่วยให้มีเรี่ยวแรงเดินได้เป็นปกติ
หรือคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถช่วยให้กลับมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีความสุขในชีวิตขึ้นมาอีกได้เช่นกัน
กล่าวโดยสรุปได้ว่าพลังจากมือของหมอสามารถรักษาโรคได้ทุกโรคไม่ว่าจะเป็นโรคปวดตามข้อ
โรคหืดหอบ โรคถุงน้ำดีอักเสบ โรคมะเร็ง โรคตา โรคสมอง เป็นอัมพาต โรคลมบ้าหมู
โรคหัวใจ โรคอัมพาต โรควัณโรค โรควิงเวียน และโรคฟันผุ เป็นต้น
พวกหมอทางพลังลี้ลับเหล่านี้บางทีก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเอามือไปสัมผัสถูกต้องร่างกายของผู้ป่วยโยตรง
เพียงแต่ให้ผู้ป่วยมีศรัทธาเลื่อมใสในพลังรักษาโรคของหมอเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะไม่มาอยู่ต่อหน้าหมอก็ยังสามารถส่งพลังจากมือไปรักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้
การใช้วิธีการแบบนี้เรียกว่า การรักษาโรคทางไกล
พลังลี้ลับของพวกหมอ
ในอดีตก็เคยปรากฏว่ามีหมอรักษาโรคด้วยพลังมือเช่นนี้อยู่ในสังคมของชนชาติต่างๆโดยเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป
เช่น หมอผี พ่อมด แม่มด หมอนวด หมอพลังเมสเมอริสต์ หมอพลังศรัทธา หมอพลังแม็กเนติก
หมอพลังจิต หมอพลังลี้ลับ เป็นต้น
หมอต่างๆเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีความเชื่อถือและมีข้อปฏิบัติผูกพันอยู่กับศาสนาที่ตนนับถืออยู่อย่างเหนียวแน่น
เป็นต้นว่าพวกที่อยู่ในแถบตะวันตกก็จะผูกพันอยู่กับศาสนาคริสต์ในนิกายต่างๆ
หมอเหล่านี้ก็เช่นเดียวกับหมอรักษาโรคด้วยวิธีลี้ลับในอดีตคือมักจะไม่ค่อยมีใครเข้าใจหรือไม่ค่อยจะเชื่อในพลังการรักษาโรคที่ตนมีอยู่นั้นๆ
และเพราะอย่างนี้แหละจึงได้มีการตั้งชื่อเรียกพลังนี้แตกต่างกันไป
เช่น พลังพระเจ้า พลังชีวิตจากจักรวาล พลังการรับรู้ด้วยสัมผัสพิเศษ
พลังสร้างดุลยภาพด้วยพลังแม่เหล็ก พลังรังสี พลังสนามแม่เหล็ก เป็นต้น
หมอแต่ละคนต่างก็อ้างว่าพลังของตนสามารถเยียวยารักษาโรคได้
แต่ก็ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างชัดลงไปได้ว่ามันรักษาโรคได้อย่างไรบ้าง
จึงกลายเป็นเรื่องลี้ลับในสายตาของคนทั่วไปอยู่อย่างเดิม
หมอแต่ละคนต่างก็อ้างว่าพลังของตนสามารถเยียวยารักษาโรคได้
แต่ก็ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างชัดลงไปได้ว่า มันรักษาโรคได้อย่างไรบ้าง
ก็จึงกลายเป็นเรื่องลี้ลับในสายตาของคนทั่วไปอยู่เช่นเดิม
หลายคนมีความเห็นในเชิงโต้แย้งว่า
พลังการรักษาโรคด้วยมือไม่สามารถทำได้จริง
และพวกที่อ้างว่ารักษาโรคหายได้ด้วยวิธีการนี้ก็ล้วนเป็นพวกหลอกลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตามเมื่อได้ศึกษาและค้นคว้ากันไปก็ได้พบว่าการรักษาโรคด้วยวิธีการใช้มือนี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันมานานแล้ว
และก็เป็นวิธีที่มีผลทางการบำบัดโรคได้เป็นอย่างดีเสียด้วย
แม้แต่ในปัจจุบันก็มีหมอประเภทนี้อยู่หลายต่อหลายคนด้วยกัน
ที่ยินยอมพร้อมใจให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์แผนปัจจุบันทำการพิสูจน์พลังการรักษาโรคด้วยมือของตนอยู่เสมอ
หมอพลังมือในสมัยโบราณ
การรักษาโรคโดยการใช้มือนี้มีความเป็นมานับย้อนหลังไปได้ถึง
15,000 ปีเลยดีเดียว คือมีมาตั้งแต่ยุคหินโน่นแล้ว
ดังเช่นมีหลักฐานปรากฏเป็นหมอกำลังรักษาโรคแก่ผู้ป่วยที่บรรดาศิลปินในยุคหินได้แกะสลักไว้ตามถ้ำต่างๆในเทือกเขาไพเรเนียนในทวีปยุโรป
นอกจากนี้เรื่องราวของการรักษาโรคด้วยมือยังมีปรากฏในคำเล่าขานสืบต่อกันมาในหมู่คนโบราณเผ่าต่างๆ
เช่น พวกอะบอลิจินคนพื้นเมืองในทวีปออสเตรเลีย
และคนเผ่าพื้นเมืองในทะเลทรายการาฮะรี
ซึ่งก็ต่างเล่าขานถึงหมอรักษาโรคด้วยมือของเผ่าตนว่าเป็นบุคคลที่มีอยู่จริง
ในประเทศอียิปต์สมัยโบราณก็ปรากฏหลักฐานในเรื่องนี้อยู่ตามศิลาจารึกและตามคัมภีร์ใบลานต่างๆ
ส่วนในประเทศกรีซโบราณก็มีเรื่องเทพนิยายเล่าขานถึงเทพชื่อแอสคิวลาปิอุสว่าเป็นเทพที่มีพลานุภาพในการใช้มือรักษาโรคให้แก่คนป่วย
และแม้กระทั่งสามารถช่วยคนที่ตายไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้
เมื่อตกมาถึงสมัยของฮิปโปเครติสในช่วงราว
400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ศัลยแพทย์ชาวกรีกในสมัยนั้นเมื่อจะผ่าตัดคนป่วยก็ไม่ได้ใช้เฉพาะมีดผ่าตัดแต่เพียงอย่าเดียวหากยังใช้ฝ่ามือละนิ้วมือผสมผสานกันไปด้วย
นายแพทย์กรีกผู้หนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของแพทย์ที่ยึดแนวรักษาของฮิปโปเครติสที่เมืองคอสก็เคยบันทึกไว้ว่าเขาสามารถบรรเทาอาการป่วยของคนป่วยต่างๆได้”โดยใช้มือสัมผัสตรงบริเวณที่เป็นโรค
หรือโบกมือไปมาเหนือบริเวณนั้นโดยไม่ต้องให้มือไปสัมผัสถูกต้องตัว
ราวกับว่ามือทั้งสองข้างของข้าพเจ้ามีพลังลี้ลับสามารถรักษาโรคได้”
ในหมู่ชาวโรมันนั้นนายแพทย์กาเลนแพทย์ประจำพระองค์ของจักรพรรดมาร์คุส
อูเรลิอุส เมื่อคริสต์ศักราช 200
ก็ได้ดำเนินตามรอยของฮิปโปเครติสโยใช้วิธีบีบนวดในเวลาถวายการรักษาแก่องค์จักรพรรดิ
และการรักษาด้วยวิธีการใช้มือนี้ก็มิได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงของผู้เป็นแพทย์โดยตรงเท่านั้น
เพราะปรากฏว่ามีจักรพรรดิโรมันหลายพระองค์ที่เชื่อกันว่ามีพลังพระหัตถ์สามารถรักษาโรคให้หายได้เหมือนอย่างพวกแพทย์ทั่วไป
ตัวอย่างเช่น
จักรพรรดิฮาเดรียนได้รับยกย่องว่ามีพระกฤษฎาภินิหารสามารถรักษาโรคบวมน้ำได้โดยใช้พระหัตถ์ทั้งสองข้างส่วนจักพรรดิเวสปาเซียก็ทรงสามารถรักษาโรคจิตประสาท
โรคซึมเศร้า และโรคตาบอด เป็นต้นได้
แต่จักรพรรดิทั้งสองพระองค์นี้ถึงอย่างไรก็มีฝีพระหัตถ์ในทางรักษาโรคยังไม่ถึงขั้นเมื่อเทียบกับกษัตริย์ไพรุสแห่งเมืองอีปิรุส
กษัตริย์พระองค์หลังนี้มีพระชนม์อยู่ในช่วงก่อนคริสต์ศักราช
200 ทรงมีพระเกียรติยศขจรขจายไปทั่วว่าทรงรักษาโรคปวดท้องได้ผลชะงัด โยที่ไม่ได้ทรงใช้พลังจากพระหัตถ์แต่ทรงใช้พลังจากนิ้วพระบาท
วิธีการรักษาโรคด้วยการใช้มือและเท้าตามที่นิยมปฏิบัติกันในหมู่เจ้านายในราชสำนักได้ดำเนินต่อเนื่องกันมาอีกหลายศตวรรษจวบจนถึงคริสต์ศตวรรษที่
18
หมอพลังมือในคัมภีร์คริสตธรรม
คัมภีร์นิวเทสทาเมนต์(New Testament) หรือคัมภีร์พระคริสตธรรมใหม่
ได้กล่าวถึงเรื่องที่พระเยซูคริสต์ใช้พระหัตถ์สัมผัสที่ตาของคนตาบอดและทรงใช้น้ำลายทาซ้ำเข้าไป
ก็ปรากฏว่าคนตาบอดทั้งหลายสามารถมองเห็นได้เป็นปกติ
นอกจากนั้นแล้วพระองค์ก็ยังทรงเคยใช้พระหัตถ์สัมผัสที่ขาของคนง่อยทำให้ขาเกิดเรี่ยวแรงขึ้นมาและคนง่อยก็สามารถเดินได้เป็นปกติ
เมื่อพระองค์ทรงพบคนศีรษะแตกก็ทรงใช้พระหัตถ์แตะปรากฏว่าแผลที่ศีรษะกลับหายเป็นปกติอย่างประหลาดเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้จึงมีคนป่วยพากันเดินทางไปรับการบำบัดโรคจากพระเยซูเจ้าวันหนึ่งๆเป็นจำนวนมาก
ดังที่ลูเกสาวกคนหนึ่งของพระเยซูได้เขียนบันทึกไว้ว่า
”เมื่อยามอาทิตย์หัสดง
คนป่วยด้วยโรคหลาหลายชนิด จะถูกพามาหาพระเยซูคริสต์
และพระองค์ก็ได้ใช้พระหัตถ์ทั้งสองสัมผัสตามตัวของคนป่วยแต่ละราย
ช่วยให้พวกเขาหายจากโรคได้”
ส่วนในคัมภีร์แมทธิว(Matthew) ก็มีข้อความที่อ้างดำรัสของพระเยซูคริสต์ที่ได้ทรงแนะนำเหล่าสาวกให้ดำเนินตามรอยของพระองค์ไว้ว่า”สูเจ้าทั้งหลายจงเยียวยารักษาโรคแก่คนป่วย จงช่วยคนตายให้ฟื้นคืนชีพ
จงชำระล้างร่างกายของคนที่เป็นโรคเรื้อนและจงไล่ผีให้คนที่ถูกผีเข้า”
ต่อมาเหล่าสาวกก็ได้ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเยซูคริสต์โยถือว่าหน้าที่ของตนมี
2 อย่าง คือ การรักษาโรค และการเผยแผ่คริสตธรรม
ซึ่งหน้าที่ทั้งสองอย่างมีความสำคัญพอๆกัน
มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งขอทานร่างพิการคนหนึ่งส่งเสียงร้องขออาหารจากเซนต์ปีเตอร์และเซนต์จอห์นซึ่งเดินทางมาด้วยกัน
ฝ่ายเซนต์ปีเตอร์แทนที่จะให้อาหารแก่ขอทานร่างพิการกลับกล่าวขึ้นว่า”เงินทองใดๆข้าพเจ้าไม่มีติดตัวอยู่เลย
แต่ในนามของพระเยซูคริสต์แห่งนาซาเรธ ขอให้เจ้าจงหายจากความพิการ
สามารถลุกขึ้นยืนและเดินได้เป็นปกติเถิด”
พอกล่าวเป็นสัจวาจานี้แล้วเซนต์ปีเตอร์ก็เดินเข้าไปประคองร่างขอทานให้ลุกขึ้นยืน”และในชั่วพริบตาเดียวนั้นเอง เท้าและกระดูกข้อเท้าของขอทานก็เกิดมีเรี่ยวแรงขึ้นมาได้อย่างประหลาด”
ขอทานลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามเซนต์ทั้งสองเข้าไปสวดมนต์ในวัดแห่งหนึ่ง
กาลต่อมาก็ยังปรากฏว่ามีเซนต์ของศาสนาคริสต์อีกหลายองค์มีความสามารถใช้มือรักษษโรคให้แก่คนป่วยได้เช่นกัน
ที่สำคัญๆก็มี เซนต์ฟรานซิส เซนต์ออกัสติน เซนต์เอมบรอส เซนต์มาร์ติน
เซนต์แคทเธอรีน และเซนต์เบอร์นาร์ด เป็นต้น
เซนต์ต่างๆที่เอ่ยนามมานี้ล้วนแต่ได้ทำหน้าที่ในการบำบัดโรคทางใจและโรคทางกายให้แก่ผู้ป่วยพร้อมๆกันเช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์เคยกระทำมาแล้วแต่หนหลัง
มีเรื่องเล่าขานกันมาว่า
วันหนึ่งในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 4
มีชายผู้หนึ่งพาลูกชายไปที่วัดคริสต์ศาสนาแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทรายในประเทศอียิปต์
เด็กที่พ่อพามาครั้งนี้เข้าใจว่าถูกผีเข้า
เมื่อมาถึงที่วัดเซนต์มาคาริอุสเจ้าอธิการวัดก็ได้เอามือไปสัมผัสที่ร่างเด็ก
โยใช้ข้างหนึ่งแตะที่บริเวณศีรษะส่วนอีกข้างหนึ่งแตะที่บริเวณหัวใจ
ปากของเจ้าอธิการก็พร่ำภาวนามนต์วิเศษไปพร้อมๆกัน
ปรากฏว่าร่างของเด็กมีอาการบวมขึ้นๆจนในที่สุดเด็กส่งเสียงร้องจ้าแล้วก็มีน้ำไหลออกมาจากร่างกายมากมาย
จากนั้นร่างของเด็กก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ อาการป่วยที่คิดว่าถูกผีเข้าสิงนั้นหายเป็นปลิดทิ้ง
เครื่องช่วยรักษาโรคแบบโบราณ
การรักษาด้วยกรรมวิธีอิงปาฏิหาริย์ที่ปรากฏอยู่ในหมู่ชาวคริสต์ดังกล่าวข้างต้น
ได้ดำเนินมาตลอดช่วงยุคกลางต่อมาถึงยุคเรอนะซองซ์
วิธีการรักษาซึ่งนอกจากจะใช้มือสัมผัสที่ร่างกายของคนป่วยโดยตรงแล้ว
ก็ยังมีการใช้สิ่งของอย่างอื่นผสมผสานกันไปด้วย เช่น
มีการใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเป็นต้นว่า
ไม้กางเขนอันที่พระเยซูถูกตรึงจนเสียชีวิต
เศษขนมปังที่พระเยซูและหมู่สาวกรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย ตลอดจนหัวกะโหลก
อัฐิธาตุและเส้นผมของบรรดาเซนต์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
มีเรื่องเล่าว่าในคริสต์ศตวรรษที่ 16
มีชาวเยอรมันผู้หนึ่งอ้างว่าสามารถรวบรวมอัฐิธาตของเซนต์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ถึง
17,000 ชิ้น
ซึ่งพระสันตะปาปาลีโอที่ 10
ก็ได้นำมาเป็นข้ออ้างว่าที่ชาวเยอรมันผู้นั้นรอดชีวิตอยู่ได้หลายปีในช่วงที่รัฐบาลเยอรมันกวาดล้างทางศาสนาครั้งใหญ่นั้น
ก็เพราะอานุภาพของอัฐิธาตุของบรรดาเซนต์ผู้ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นนั่นเอง
ในสมัยโบราณจักรพรรดิและกษัตริย์ทั้งหลายซึ่งอ้างว่าได้เทวสิทธิ์จากพระเจ้าให้มาปกครองคน
ก็มักจะอ้างด้วยว่าตนได้รับเทวสิทธิ์จากพระเจ้าให้มีพลานุภาพในการรักษาโรคมาพร้อมๆกัน
ในสมัยนั้นโรคที่ผู้คนเป็นกันมากก็ได้แก่
โรคคอหอยพอก และวัณโรค เป็นต้น
โรคต่างๆเหล่านี้สามารถหายได้เมื่อคนป่วยได้รับการสัมผัสจากพระหัตถ์ของจักรพรรดิหรือกษัตริย์ทั้งหลาย
ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าโรแบต์ปิอุสแห่งประเทศฝรั่งเศสและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด
คอร์เฟสเซอร์แห่งประเทศอังกฤษ
มีหลักฐานปรากฏว่าทั้งสองพระองค์ทรงรักษาโรคให้หายได้ด้วยการใช้พระหัตถ์สัมผัสและใช้นิ้วพระหัตถ์วาดเป็นรูปไม้กางเขนที่คอของคนป่วย
ที่พิลึกพิลั่นยิ่งกว่านั้นก็พอมีให้เห็น
อย่างเช่น พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งประเทศอังกฤษ
เมื่อทรงรักษาโรคแก่คนป่วยที่เป็นโรคลมบ้าหมู
ก็จะทรงเอาพระหัตถ์สัมผัสที่พระธำมรงค์แล้วนำไปให้คนป่วยสวมไว้ที่นิ้วมือ
คนป่วยก็จะหายจากโรคลมบ้าหมูนั้น
ส่วนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2
ก็ทรงแปลกไปอีกแบบหนึ่ง คือ เวลาจะทรงรักษาคนป่วยก็จะทรงเอาพระหัตถ์สัมผัสเหรียญทองแล้วนำไปให้คนป่วย
เมื่อคนป่วยได้สัมผัสเหรียญนั้นแล้วก็จะหายจากโรคต่างๆได้ทุกรายไป
ว่ากันว่าพระเจ้าชาร์ลส์แห่งประเทศอังกฤษพระองค์นั้น
ทรงส่งเหรียญทองไปรักษาคนป่วยมีจำนวนมากมายถึง 90,798 เหรียญ
แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์พระราชทานเหรียญเหล่านั้นเปล่าๆหรือว่าทรงขายให้แก่คนป่วยกันแน่
หมอนวดมหัศจรรย์
ที่ประเทศอังกฤษนอกจากกษัตริย์จะทรงมีพลังพระหัตถ์ในการรักษาโรคได้แล้วก็ยังมีรายงานว่าแม้แต่คนระดับสามัญชนก็มีพลังรักษาโรคที่ลี้ลับนี้อีกเช่นกัน
กลุ่มสามัญชนที่ใช้มือรักษาโรคนี้มีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่าพวกคิโอเธติสต์(Chiothetists) ซึ่งเป็นพวกที่ได้รับการยกย่องนับถืออย่างยิ่งในหมู่ประชาชนในท้องถิ่นชนบทของอังกฤษ
แต่พอถึงปี ค.ศ. 1423 หมอแผนโบราณสามัญชนเหล่านี้ได้ถูกสมาคมแพทย์แผนปัจจุบันของอังกฤษปรณามอย่างรุนแรงและเสียหายว่า”คนพวกนี้ทั้งหญิงและชาย ล้วนแต่เป็นพวกหมอเละเทะ
จอมปลอม...”
หลังจากนั้นมาผู้คนก็เลิกนิยมพวกคิโอเธติสต์แต่กระนั้นก็ตามก็ยังปรากฏว่ามีหมอสามัญชนอยู่ในประเทศอังกฤษช่วงเวลาต่อมา
เช่น
คนหนึ่งมีฝีมือในทางรักษาโรคทัดเทียมหรือพอฟัดพอเหวี่ยงกับกษัตริย์อังกฤษเลยทีเดียว
เป็นหมอชาวไอริช เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชื่อ วาเลนไทน์ เกรตแทรกส์ (Valentine Greatrakes) เป็นเศรษฐีที่ดินและรับราชการเป็นผู้พิพากษา
ใช้การบีบนวดเป็นกลวิธีในการรักษาโรค
หมอเกรทแทรกส์จะเอามือทั้งสองข้างวางบนศีรษะของคนป่วยแล้วบีบนวดไปมาเบาๆจากนั้นก็บีบไล่จากบนลงมาข้างล่าง
ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง”จนกระทั่งโรคถูกขับไล่ออกไปทางปลายนิ้วมือ”
หมอไอริชผู้นี้อ้างว่าตนเคยนวดทหารเรือนายหนึ่งซึ่งป่วยเป็นอัมพาตจนสามารถเดินได้เป็นปกติ
ทหารเรือนายนี้ก่อนมารับการรักษาเวลาจะไปไหนมาไหนต้องใช้ไม้ยันรักแร้แต่หลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการบีบนวดจากหมอเกรทแทรกส์แล้วปรากฏว่าสามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องอาศัยไม้ยันรักแร้อีกต่อไป
ต่อมาอีกไม่นานก็มีคนไปพิสูจน์ว่าหมอเกรทแทรกส์รักษาโรคหายจริงหรือไม่
ผู้ที่ไปพิสูจน์ครั้งนี้เป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น
เขาคือนายโรเบิร์ต บอยส์
ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์รู้จักกันดีในฐานะผู้ก่อตั้งวิชาเคมีสมัยใหม่
ผลจากการพิสูจน์นายโบเบิร์ตได้รับรองว่าหมอเกรทแทรกส์สามารถรักษาโรคด้วยกรรมวิธีใช้มือบีบนวดได้หายจริง
หลังจากนั้นมาชื่อเสียงและเกียรติคุณของหมอเกรทแทรกส์ก็ระบือไปทั่วประเทศอังกฤษ
และต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1666
เขาก็ได้เดินทางไปตั้งสำนักรักษาโรคแก่คนป่วยด้วยโรคต่างๆถึงกรึงลอนดอนเมืองหลวงของประเทศอังกฤษทั้งนี้โดยไม่คิดค่ารักษาใดๆทั้งสิ้น
ซึ่งก็ปรากฏว่าเทคนิคการรักษาโรคด้วยการบีบนวดของเขาสามารถช่วยให้คนป่วยหายจากโรคนานาชนิด
เป็นต้นว่า โรคอัมพาต โรคหูหนวก โรคปวดฝัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตามวงการแพทย์แผนปัจจุบันของอังกฤษก็ยังไม่ยอมรับรองการรักษาโรคด้วยวิธีนี้มิหนำซ้ำยังได้โต้แย้งด้วยว่าที่อ้างว่าคนหายป่วยจากโรคต่างๆได้นั้นที่จริงแล้วเป็นเรื่องของ”มายา”ทั้งสิ้น
ดังที่ผู้โต้แย้งรายหนึ่งได้เขียนไว้ว่า”เมื่อคนตาบอดมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในตัวคุณเกรทแทรกส์แล้ว
ก็ได้สร้างจินตนาการไปว่าตนเองมองเห็นแสงที่ความจริงมองไมเห็นอะไรเลย
คนหูหนวกก็เช่นกัน เมื่อมีศรัทธามากถึงขนาดแล้ว ก็จินตนาการไปว่าหูตนได้ยิน...คนง่อยก็จินตนาการไปว่าตนเดินได้...ฝ่ายคนที่เป็นอัมพาตก็จินตนาการไปว่า
อวัยวะส่วนที่เป็นอัมพาตนั้นๆสามารถใช้การได้...”
ในที่สุดฝ่ายโต้แย้งมีผู้เห็นด้วยมากกว่าฝ่ายที่สนับสนุน
หมอเกรทแทรกส์เห็นท่าว่าอยู่ในกรุงลอนดอนต่อไปคงจะไม่ได้การ ก็เลยรีบหลบกลับบ้านที่ไอร์แลนด์
และก็ได้เลิกรักษาโรคตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ใช้ทฤษฎีพลังจักรวาลบำบัดโรค
นายวาเลนไทน์ เกรทแทรกส์
ถึงจะมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดไนก็มีฝีมือการรักษาโรคไม่ถึงขั้นเมื่อเทียบกับหมอชาวปาริเชียนคนหนึ่งในยุคคริสต์ศตวรรษที่
18 หมอที่ว่านี้มีชื่อว่า ฟรานซ์ แอนตัน เมสเมอร์(Franz
Anton Mesmer) เกิดที่ประเทศออสเตรียเมื่อปี ค.ศ. 1728
ตอนแรกศึกษาวิชาการทางด้านปรัชญาและกฎหมายแต่ต่อมาได้เบนเข็มไปทำปริญญาเอกทางด้านวิชาการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยที่กรุงเวียนนา
เมสเมอร์นอกจากจะเป็นคนขยันขันแข็งในการศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ยังเป็นหนุ่มรูปงามถึงกับมีลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งมารักใคร่ชอบพอด้วยจนกระทั่งได้แต่งงานกันก่อนที่เขาจะเรียนจบปริญญาเอกด้วยซ้ำไป
ในช่วงที่เรียนหนังสืออยู่นั้นเมสเมอร์มีเพื่อนเป็นคนดังอยู่หลายคนและหนึ่งในจำนวนนี้คนหนึ่งคือ
โมสาร์ท(Mozart)ผู้เป็นนักดนตรีเอกของโลกในเวลาต่อมา
หลังจากเรียนจบปริญญาเอกออกมาประกอบอาชีพเป็นแพทย์แล้วเมสเมอร์ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้เพราะได้แรงหนุนหลังจากภรรยารวยและเพื่อนๆช่วยอีกทางหนึ่งด้วย
เมสเมอร์ได้สร้างทฤษีเกี่ยวกับสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ขึ้นมาใหม่โดยทฤษฎีนี้บอกว่ามีสารเหลวๆซึ่งมีลักษณะเป็นพลังชีวิตอย่างหนึ่งชำแรกอยู่ในจักรวาลและในทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในจักรวาลนี้
การที่มนุษย์เราเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมานั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากสารเหลวที่ว่านี้เสียความสมดุลหรือเกิดการอุดตันในร่างกาย
จากจุดนี้ของทฤษฎีก็พอจะมองออกว่าเมสเมอร์ได้ความคิดจากปรัชญาโบราณของชาวตะวันออกนั่นเอง
คือ จากพลัง”กี”ของหมอจีนโบราณ
และเรื่องพลัง”ปราณ”ของหมออินเดีย
ซึ่งทั้งพลังจักรวาลที่เป็นสารเหลวๆตามความคิดใหม่ของเมสเมอร์และพลังกีกับพลังปราณของชาวตะวันออกมีข้อใหญ่ใจความตรงกันว่า
มีพลังจักรวาลทำหน้าที่ควบคุมสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
เมื่อใดพลังจักรวาลในร่างกายมนุษย์มีภาวะได้สมดุลและสามารถไหลเวียนอย่างอิสระปราศจากการอุดตัน
เมื่อนั้นมนุษยเราก็จะมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
แต่เมื่อใดพลังจักรวาลในร่างกายสูญเสียภาวะสมดุลหรือเกิดการอุดตันเลื่อนไหลไปมาไม่ได้สะดวก
เมื่อนั้นมนุษย์เราก็จะเกิดการเจ็บป่วยมีโรคภัยไข้เจ็บติดตามมา
หมอเมสเมอร์มีความเชื่อว่าสารเหลวของจักรวาลในแบบฉบับของเขามีคุณสมบัติเป็นพลังแม่เหล็กตามธรรมชาติ
ดังนั้น
เขาจึงตั้งชื่อพลังนี้ว่า”แอนนิมอล แม็กเนติสม์”(Animal magnetism)
และเขาได้ตั้งเป็นทฤษฎีว่า
การที่คนเรามีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนนั้นก็เพราะมีพลังแม่เหล็กที่ว่านี้ไปช่วยให้สารเหลวของจักรวาลในร่างกายเกิดการฟื้นฟูภาวะสมดุลและเลื่อนไหลไปได้ใหม่
ด้วยวิธีเช่นนี้ก็จะทำให้หายป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้
หมอเมสเมอร์ได้ลงมือรักษาโรคแก่ผู้ป่วยทั้งในกรุงเวียนนาประเทศออสเตรียและในกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศสในระยะต่อมาโดยอ้างว่าสามารถสร้างภาวะสมดุลของพลังจักรวาลที่เป็นสารเหลวๆในร่างกายของผู้ป่วยได้โดยใช้คทาเหล็กยาวประมาณสิบนิ้วแตะตามร่างกายของผู้ป่วยหรือในบางรายหากไม่ใช้คทาก็จะใช้มือสัมผัสโดยตรง
หรือไม่ก็ใช้สายตาเพ่งมองไปที่ร่างกายของผู้ป่วยเท่านั้นเอง
ด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวก็จะส่งผลไปทำให้สารเหลวของจักรวาลในร่างกายของผู้ป่วยเกิดสภาวะกลมกลืน
เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็จะเกิดอาการปั่นป่วนในร่างกายของผู้ป่วย คือกล้ามเนื้อส่วนต่างๆเกิดอาการกระตุกและเกร็งตัว
ผู้ป่วยบางรายอาจจะส่งเสียงหวีดร้องพร่ำเพ้อทุรนทุรายแต่ในที่สุดอาการต่างๆเหล่านี้ก็จะค่อยๆผ่อนคลายและหายไป
นั่นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าพลังจักรวาลในร่างกายของผู้ป่วยได้ฟื้นฟูสู่สภาวะสมดุลเป็นปกติแล้ว
แต่เพื่อความมั่นใจว่าผู้ป่วยหายจากโรคนั้นๆได้อย่างเด็ดขาดแล้วจริงๆเมสเมอร์จะดำเนินการทดลองตามกระบวนการข้างต้นซ้ำๆหลายครั้ง
เมื่อไม่เกิดอาการปั่นป่วนในร่างกายอีกก็แสดงว่าผู้ป่วยไดหายจากโรคนั้นแล้ว
ผู้ป่วยที่มารับการบำบัดรักษาจากหมอเมสเมอร์ที่เป็นคนระดับมหาเศรษฐีและคนชั้นนำในกรุงปารีสก็มีไม่ใช่น้อย
และโรคหรือความพิการที่เป็นกันก็มีนานาชนิด เป็นต้นว่า หืด ตาบอด หูหนวก
ปวดศีรษะข้างเดียว อัมพาต เป็นต้น
ผู้ป่วยรายหนึ่งที่มาให้หมอเมสเมอร์รักษา
เป็นนายทหารบกยศพันตรีได้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า
ตอนก่อนจะไปหาหมอเมสเมอร์เขามีอาการบวมตามร่างกาย ไข้ขึ้นสูงมาก เดินแทบไม่ไหว
ตัวสั่นเทิ้ม พูดไม่ได้และตาโปนแทบว่าจะออกมานอกเบ้า
เมื่อตอนที่หมอเมสเมอร์เอามือสัมผัสที่ร่างกายของเขาก็เกิดอาการปั่นป่วนภายในดังที่เขาบรรยายไว้ว่า
“ในตอนแรกผมมีความรู้สึกว่าอวัยวะต่างๆในร่างกายเย็นเฉียบ
แต่ต่อมาก็รู้สึกร้อนและมีเหงื่อไหลออกมาท่วมตัว
หลังจากรักษาตัวอยู่กับหมอเมสเมอร์ได้ 4 เดือนผมก็หายเด็ดขาด”
ผู้คนในกรุงปารีสมีความศรัทธาในการรักษาโรคของหมอเมสเมอร์มาก มีหลายรายที่ยอมเสียเงินแพงๆเพื่อศึกษาวิธีการรักษาโรคด้วยวิธีการลี้ลับนี้ไปจากเขา
จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1784
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16
แห่งประเทศฝรั่งเศสได้ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อสอบสวนวิธีการและผลของการรักษาโรคของหมอเมสเมอร์
คณะกรรมการขุดนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญๆหลายคน
อาทิ นายเบนจามิน แฟรงกลิน เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำกรุงปารีส และ ดร.โยเซฟ
อิคนาซ กิโยติน
ผู้ซึ่งต่อมาเมื่อเกิดปฏิวัติใหญ่ขึ้นในฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องมือชนิดหนึ่งสำหรับใช้ตัดคอโดยไม่ให้เกิดความเจ็บปวด
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า”กิโยติน”
คณะกรรมการชุดนี้ได้สอบสวนวิธีการรักษาโรคของหมอเมสเมอร์อยู่นานถึง
6 เดือนและได้สรุปผลของการสอบสวนว่า “สนามแม่แหล็กที่เรียกว่า
แอนนิมอล แม็กเนติสม์ นี้ไม่สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสใดๆ
ถึงจะเอาไปตรวจสอบด้วยวิธีการใดๆก็ไม่ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง
และแม้จะตรวจจากร่างกายของผู้ป่วยก็ไม่พบอีกเช่นกัน”
เมื่อเป็นเช่นนี้คณะกรรมการจึงได้วินิจฉัยลงไปว่า
ที่กล่าวอ้างว่าเมสเมอร์รักษาโรคต่างๆได้หายนั้นก็เนื่องจากจินตนาการของคนที่เพ้อเจ้อกันไปเอง
หาได้เป็นผลมาจากสิ่งที่เรียกว่า แอนนิมอล แม็กเนติสม์ แต่อย่างใดไม่”
หลังจากคณะกรรมการสอบสวนได้ตัดสินและวินิจฉัยเช่นนี้แล้วผู้คนก็เริ่มคลายความนิยมในตัวของหมอเมสเมอร์ตามลำดับ
และในที่สุดชื่อของเมสเมอร์ก็หายไปจากทำเนียบหมอรักษาโรคด้วยวิธีการลี้ลับ
กระนั้นก็ตามแนวความคิดในการรักษาโรคของเขาไม่ได้หายไปจากโลก หากแต่ได้ถูกดัดแปลงไปใช้งานการรักษาโรคของหมอคนอื่นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรักษาโรคด้วยวิธีสะกดจิต
หมอพลังลี้ลับในอเมริกา
ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสังคมคนอเมริกันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในทุกๆด้าน
ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และวัฒนธรรม
ชาวอเมริกันได้หันมาสนใจในเรื่องจิตศาสตร์และศาสตร์ลี้ลับกันมากยิ่งขึ้น
ในท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ได้เกิดมีหมอรักษาโรคด้วยวิธีลี้ลับขึ้นตามส่วนต่างๆของประเทศสหรัฐอเมริกา
ตัวอย่างเช่น หมอแอนดรู แจ็กสัน
เดวิส(Andrew Jackson Davis)ที่นิวยอร์ก และหมอเจ.อาร์.นิวตัน
(J.R. Newton) ที่โรดไอส์แลนด์ เป็นต้น หมอทั้งสองคนนี้ได้เปิดแสดงการสาธิตวิธีการรักษาโรคด้วยพลังลี้ลับของตนตามสถานที่สาธารณะต่างๆซึ่งก็ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจการสาธิตกันเป็นจำนวนมาก
ที่ไปดูเฉยๆก็มากและที่ไปรับการบำบัดโรคก็ไม่น้อย
แอนดรู แจ็กสัน เดวิส
อดีตช่างซ่อมรองเท้าเมืองปูคคีปซีเป็นหมอผู้หนึ่งที่ได้แนวความคิดในการรักษาโรคมาจากหมอเมสเมอร์แต่ได้เรียกวิธีการของเขาสียใหม่ว่า”ปรัชญาการสร้างความกลมกลืนให้แก่ร่างกาย”
เขาสามารถใช้วิธีการนี้รักษาโรคอย่างได้ผลและได้บันทึกผลงานการรักษาโรคของตนไว้ในหนังสือต่างๆมีจำนวนถึง
30 เล่มด้วยกัน
ส่วนทางฝ่ายหมอ เจ.อาร์ นิวตัน
ซึ่งก็ได้แนวความคิดในการรักษาโรคมาจากหมอเมสเมอร์อีกเช่นกัน
แต่ได้เรียกชื่อเสียใหม่ว่า”วิธีรักษาโรคในนามของพระเจ้า”
หมอนิวตันใช้เทคนิคการรักษาโรคหลายชนิด เช่น
ผู้ป่วยที่เป็นโรคประสาทเขาจะเอาน้ำร้อนรดให้ที่ศีรษะ
แต่ถ้าเป็นโรคเนื้องอกและโรคบวมต่างๆเขาก็จะเอามือไปสัมผัสตามร่างกายของผู้ป่วย
นอกจากหมอสองคนที่กล่าวนี้แล้ว
ที่เมืองพอร์ตแลนด์มลรัฐเมนก็มีหมอรักษาโรคด้วยพลังลี้ลับอยู๋คนหนึ่งชื่อ
หมอฟินียส์ พาร์กเฮิร์ส ควิมบี(Phineas
Parkhurst Quimby) หมอควิมบีนี้เมื่อแรกก็รักษาโรคแก่คนป่วยด้วยวิธีการใช้พลังแอนนิมอล
แม็กเนติสม์ของหมอเมสเมอร์
แต่พอมีคนป่วยนิยมมารักษามากขึ้นก็เริ่มตั้งข้อสงสัยว่า
ที่คนป่วยหายจากโรคได้นั้นน่าจะไม่ใช่เพราะพลังของพระเจ้าหรือพลังของแอนนิมอล
แม็กเนติสม์
หากแต่น่าจะอยู่ตรงที่ว่าเขาสามารถเปลี่ยนทัศนคติของคนป่วยที่มีต่อโรคที่กำลังเป็นอยู่นั้นๆได้มากน้อยเพียงใด
เมื่อปี ค.ศ. 1862
หมอควิมบีได้รับจดหมายจากหญิงผู้หนึ่งเขียนมาจากเมืองแมสซาชูเสทส์
โดยแจ้งว่าเป็นโรคไขสันหลังอักเสบต้องการให้หมอควิมบีช่วยรักษาให้
หมอควิมบีจึงได้แนะนำให้นางเดินทางมาที่สำนักงานของเขาที่เมืองพอร์ตแลนด์
ซึ่งเมื่อตอนเดินทางมาถึงนั้นปรากฏว่าคนป่วยรายนี้มีอาการหนักมากเดินเองไม่ได้ต้องช่วยกันประคองเข้าไปในห้องรอตรวจ
และเมื่อสอบถามรายละเอียดก็ได้ทราบว่านางมีอายุ 40 ปี
เคยไปให้หมอแผนปัจจุบันรักษามาหลายรายแต่อาการไม่ดีขึ้น
หมอควิมบีจึงได้ลงมือรักษาด้วยวิธีแอนนิมอล
แม็กเนติสม์ผสานกับวิธีบีบนวดและวิธีพูดปลอบโยนให้กำลังใจต่างๆในที่สุดเขาสามารถรักษาผู้ป่วยรายนี้ให้หายได้
ต่อมาได้ทราบในภายหลังว่านางคือแมรี
เบเกอร์ เอ็ดดี ผู้สถาปนาศาสนานิกาย”ศรัทธาคริสตศาสตร์”
และนางได้เขียนหนังสือออกมาหลายเล่มซึ่งแต่ละเล่มล้วนแต่ได้ข้อมูลจากการที่นางได้มาศึกษาผลงานของหมอควิมบีอย่างใกล้ชิดทั้งสิ้น
การใช้ศรัทธาและศาสนามาเป็นสื่อกลางในการรักษาโรคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพวกที่นับถือนิกายศรัทธาคริสตศาสตร์นี้เท่านั้น
เพราะปรากฏว่ายังมีหมอประเภทนี้ในลัทธิและนิกายต่างๆอีกมากมาย
หมอเหล่านี้ต่างก็อ้างว่าตนได้รับเลือกจากพระเจ้าให้เป็นผู้แทนมารักษาโรคให้แก่ผู้ป่วยด้วยวิธีการต่างๆกัน
เช่น การสัมผัสมือ การสวดมนต์อ้อนวอน การร้องเพลง การทำสมาธิ และการสร้างมโนภาพ
เป็นต้น
พลังมือของหมอโอลกา
หมอรักษาโรคโยอิงศรัทธาศาสนาที่มีชือเสียงโด่งดังที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่
20 เห็นจะได้แก่นางโอลกา วอร์เรลล์(Olga Warrels) และนายเอ็มบรอส วอร์เรลส์ (Embrose Warrels)
ภรรยาและสามีคู่นี้เป็นคริสต์ศาสนิกชนในนิกายเมโธดิสต์
ได้เริ่มรักษาโรคแก่คนป่วยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950
โดยมีสถานที่รักษาอยู่ที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองบัลติมอร์
ทั้งคู่มีความเชื่อว่าพลังการรักษาโรคของตนได้รับมาโยตรงจากพระเจ้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวภรรยาคือนางโอลการู้ตัวว่ารักษาโรคได้มาตั้งแต่ตอนอายุได้ 3
ขวบ
คือตอนนั้นแม่บ่นปวดศีรษะหนูน้อยโอลกาเอามือไปแตะที่หน้ายากแม่ปรากฏว่าอาการปวดศีรษะของแม่หายไปโดยฉับพลัน
แต่ถึงพ่อและแม่จะยอมรับว่าลูกมีพรสวรรค์ในทางรักษาโรคแต่ก็ไม่ต้องการให้ลูกมาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องแบบนี้
นางโอลกาเล่าว่าได้พบสามีเป็นครั้งแรกที่งานเต้นรำที่วิทยาลัยจัดขึ้น
หลังจากออกไปเต้นรำด้วยกันแล้วนางก็รู้ในทันทีว่าสามีมีพรสวรรค์ในทางรักษาโรคได้เช่นเดียวกับนาง
หลังจากแต่งงานกันแล้วทั้งสองคนไม่ได้สนใจใช้พลังมือรักษาโรคให้แก่ใครๆอย่างจริงจัง
เพิ่งมาเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อตอนที่ทั้งคู่อายุย่างเข้าสู่วัย 40 ปีแล้ว
พิธีการรักษาของสามีภรรยาคู่นี้กระทำอย่างเรียบง่ายในโบสถ์ที่เม้าท์วอชิงตัน
โบสถ์แห่งนี้มีความใหญ่โตพอประมาณสามารถจุคนได้ถึง 300 คน และเกือบทุกครั้งบาทหลวงซึ่งเป็นเจ้าอธิการวัดก็จะมานั่งเป็นประธานอยู่ด้วย
เมื่อเริ่มพิธีขึ้นนางโอลกาก็จะกล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมเป็นคนแรกโยทางได้อธิบายว่าไม่มีหลักประกันว่าคนที่มารับการรักษาจากพลังมือจะหายได้ทุกราย
“คนที่เราช่วยให้หายจากโรคได้ราวปาฏิหาริย์ก็มีเยอะ
ที่พอช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นก็มีมาก
และที่ช่วยอะไรไม่ได้เลยก็มีมิใช่น้อยอีกเช่นกัน”
นางโอลกากล่าวปราศรัยในพิธีรักษาโรคในวันหนึ่ง และว่า “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือคะ? ข้อนี้ดิฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน
แต่ที่พอทราบก็คือว่าดิฉันเองรักษาโรคให้ใครไม่ได้
แต่ต้องอาศัยพลังจิตที่มาจากพระเจ้าโรคถึงจะหายได้
ดิฉันได้แต่เอามือไปสัมผัสตัวผู้ป่วยแล้วสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าเท่านั้นเอง
ส่วนโรคจะหายหรือไม่เป็นเรื่องของพระองค์ท่าน...”
นางโอลกาอธิบายต่อไปว่า นางกับสามีรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วยเปล่าๆโยไม่คิดค่ารักษาและนางได้กล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่านางกับสามีเห็นด้วยกับวิธีการรักษาโรคตามแบบของแพทย์แผนปัจจุบัน
ไม่ได้มีความคิดในทางโต้แย้งแต่อย่างใด
และจะรับรักษาเฉพาะผู้ป่วยที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาแล้วไมหายเท่านั้น
หลังจากนางโอลกาปราศรัยจบแล้วก็คั่นรายการด้วยการบรรเลงออ์แกน
บาทหลวงขึ้นเทศน์และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
จากนั้นคนที่ต้องการรับรักษาโรคก็จะออกไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าเพื่อรอรับการสัมผัสจากมือของนางโอลกาและสามี
ถึงตอนนี้สองสามีภรรยาก็จะเดินเข้าไปทักทายคนป่วยแต่ละคนและสอบถามถึงอาการของโลก
จากนั้นก็เอามือทั้งสองข้างไปสัมผัสที่ตัวคนป่วย ส่วนปากก็สวดขอพรจากพระเจ้า
เมื่อทำเช่นนี้อยู่ประมาณ 3-3 นาที
ในที่สุดก็จะพึมพำออกมาว่า”ขอพระเจ้าจงประทานพรแก่คุณ”
จากนั้นก็จะหันไปรักษาคนป่วยรายต่อไป เมื่อดำเนินการรักษาแก่คนป่วยหมดทุกรายแล้ว
ใครที่ยังไม่กลับบ้านก็จะร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในโบสถ์
คนป่วยที่ได้รับการสัมผัสจากมือของสองสามีภรรยา
โยเฉพาะอย่างยิ่งจากมือของนางโอลกาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
ตนมีความรู้สึกเหมือนมีพลังความร้อนแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย
แม้แต่นางโอลกาเองก็สารภาพว่าในช่วงที่กำลังใช้พลังมือรักษาโรคให้แก่คนป่วยอยู่นั้น
ที่มือของนางจะรู้สึกร้อนเหมือนเอาแผ่นเหล็กไปอังไฟ
และยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้ามาดูดที่มือเบาๆ
เป็นที่ยอมรับกันว่าพลังเร้นลับของสองสามีภรรยาให้ผลทางการรักษาได้อย่างมหัศจรรย์
ในหนังสือเรื่องThe Gift of Healing ที่ทั้งสองคนร่วมกันเขียนขึ้นเมื่อปี
ค.ศ. 1965
ก็ได้อ้างอิงจึงจดหมายหลายฉบับที่มีคนเขียนยืนยันในประสิทธิผลของการใช้พลังมือรักษาโรคของบุคคลทั้งสอง
ยกตัวอย่างเช่น
ฉบับหนึ่งผู้เขียนเป็นศัลยแพทย์ได้เขียนเล่าถึงนางพยาบาลคนหนึ่งเป็นมะเร็งในท้อง
เคยไปรับการบำบัดด้วยการฉายแสงและวิธีอื่นๆจากแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้วหลายครั้ง
ต่อมานางได้ตัดสินใจมารับการบำบัดด้วยพลังมือของนางโอลกา
นางพยาบาลผู้นี้ได้เล่าถึงความรู้สึกของตนเองในช่วงที่นางโอลกากำลังใช้มือรักษาโรคมะเร็งแก่ตนว่า”มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามีที่เปิดจุกขวดอันโตๆมาหมุนไชอยู่ในท้องของดิฉัน”
อย่างไรก็ตามเมื่อเสร็จสิ้นการบำบัดรักษาด้วยพลังมือในระยะแรกๆก้อนเนื้อมะเร็งในท้องที่นางพยาบาลผู้นั้นบรรยายไว้ว่า”มีขนาดโตเท่าหัวคน”ก็ไม่ได้หายไปในทันทีทันใด
แต่ต่อมาไม่นานนางก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างประหลาดและก็ได้กลับเข้าทำงานเป็นปกติ
อีกประมาณ 6
เดือนต่อมาเมื่อลองไปฉายเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลปรากฏว่าไม่มีร่องรอยของก้อนเนื้อมะเร็งหลงเหลืออยู่เลย
คนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้อาจจะโต้แย้งว่า
ที่ฉายเอกซเรย์ไม่พบก้อนเนื้อมะเร็งนั้นอาจจะเนื่องมาจากอาการมะเร็งอยู่ในสภาวะสงบ(Remission) หรือไม่ก็มะเร็งได้รับการบำบัดเมื่อตอนฉายรังสีจากแพทย์แผนปัจจุบันไปแล้ว
แต่ตัวนางพยาบาลและศัลยแพทย์ที่เขียนจดหมายมานั้นกลับเชื่อตรงกันข้ามว่า
พลังที่ออกจากมือของนางโอลกานั่นแหละที่มีบทบาทสำคัญยิ่งทำให้นางพยาบาลหายจากมะเร็ง
ใช้พลังมือผ่านทางโทรจิต
มีข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า
ทั้งนางโอลกาและสามีสามารถส่งพลังจากมือไปรักษาโรคแก่คนป่วยที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยไมล์
แต่เรื่องเช่นนี้หากจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในวงการรักษาโรคด้วยวิธีลี้ลับแต่อย่างใด
เพราะเคยมีหมอเยอรมันผู้หนึ่งทำแบบนี้สำเร็จมาแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1800
หมอเยอรมันคนนี้เป็นขุนนางนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคทอลิก
มีชื่อยาวเหยียดว่า”อล็กซานเดอร์ เสียวโพลด์ ฟรานซ์ เอ็มเมอริค ฟอน โฮเฮนโลห์
วัลเด็นเบิร์ก ชิลลิงส์เฟิร์ส”
มีรายงานว่าหมอขุนนางชื่อยาวคนนี้ได้เคยรักษาคนป่วยซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปได้สำเร็จอย่างน้อย
2 รายด้วยกัน โยที่หมอเองนั่งภาวนาอยู่ในโบสถ์แห่งหนึ่งที่เมืองบาวาเรีย
ผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นแม่ชีป่วยเป็นโรคเลือดเป็นพิษอยู่ที่เมืองเชมฟอร์ดประเทศอังกฤษ
ส่วนผู้ป่วยอีกรายเป็นน้องสาวของนายกเทศมนตรีเมืองวอชิงตัน ดื.ซี.
ประเทศสหรัฐอเมริกา รายหลังนี้ป่วยเป็นอัมพาต
นางโอลกาและสามีรักษษโรค”ทางไกล”ให้แก่คนป่วยได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี
ค.ศ. 1955 คนป่วยรายนี้เป็นผู้หญิงชื่ออีลินอร์ โรเบิร์ต อยู่ที่เมืองนิวยอร์ก
เป็นโรคเส้นเลือดในสมองโป่ง ซึ่งต้องรักษาโดยการผ่าตัดมิฉะนั้นเส้นเลือดอาจแตกเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
แต่ศัลยแพทย์บอกว่าขณะนั้นนางมีไข้ขึ้นสูงมากต้องรอจนกว่าไข้จะลดถึงจะผ่าตัดได้
ขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังวิตกกังวลถึงชะตากรรมของผู้ป่วยอยู่นั่นเอง
น้องชายของนางอีลินอร์ก็นึกถึงนางโอลกาและสามีชึ้นมาได้
จึงรีบหมุนโทรศัพท์ติดต่อไปที่เมืองบัลติมอร์
นางโฮลกาเป็นผู้รับสายบอกว่าสามีไม่อยู่บ้านเดินทางไปธุระต่างเมืองจะเดินทางกลับโดยผ่านทางเมืองนิวยอร์กในตอนบ่ายๆขอให้ส่งคนนำรูปถ่ายของนางอิลินอร์ไปพบกับนายเอ็มบรอสที่สนามบินเมืองนิวยอร์ก
เมื่อนายเอ็มบรอสเดินทางกลับมาถึงบ้านแล้วนางกับนายเอ็มบรอสก็จะเอารูปนั้นมาถือไว้ในมือแล้วร่วมกันภาวนาส่งพลังมือไปช่วยนางอีลินอร์อีกทีหนึ่ง
น้องชายของนางอิลินอร์รู้ดังนั้นจึงส่งคนนำรูปภาพของนางอีลินอร์ไปให้นายเอ็มบรอสที่สนามบินิวยอร์กตามที่ได้นัดหมายกันไว้
เมื่อนายเอ็มบรอสกลับมาถึงบ้านแล้วเขากับภรรยาก็ถือรูปภาวนาส่งพลังมือไปในเวลา 3
ทุ่มซึ่งเป็นช่วงที่นางอีลินอร์นอนป่วยอยู่ตามลำพังที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองนิวยอร์ก
อัก 30 ปีต่อมานางอีลินอร์
โรเบิร์ตได้เปิดเผยว่าช่วงที่สองสามีภรรยานั่งภาวนาในเวลา 3
ทุ่มนั้นนางมีความรู้สึกเหมือนมีพลังอย่างหนึ่งแผ่ซ่านเข้าทางศีรษะและทางร่างกายเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าอาการไข้สูงได้หายไปสิ้นและแพทย์ก็ได้ผ่าตัดให้นางในวันนั้นเอง
นับตั้งแต่รักษาโรคทางไกลแก่นางอีลินอร์ได้สำเร็จเป็นรายแรกแล้วนางโอลกาและสามีก็ได้ใช้วิธีเดียวกันนั้นรักษาโรคแก่คนป่วยรายอื่นๆซึ่งได้ติดต่อขอความช่วยเหลือมาโดยทางโทรศัพท์หรือทางจดหมาย
พี่สาวอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯเป็นหมอพลังจิต
เมื่อดูจากการรักษาโรคอย่างที่นางโอลกาและสามีปฏิบัติอยู่นั้นก็คล้ายกับว่าการรักษาโรคด้วยวิธีลี้ลับจะได้ผลก็ต่อเมื่อตัวหมอเองจะต้องเป็นคนเคร่งศาสนา
และกระทำพิธีรักษาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น โบสถ์ เป็นต้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วเหล่านั้นไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นแต่อย่างใดเพราะเคยมีหมอที่รักษาโรคได้สำเร็จมาแล้วทั้งที่เขาไม่ได้เคร่งศาสนาและกรรมวิธีในการรักษาก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิธีกรรมทางศาสนาโดยตรงแต่อย่างใด
อย่างเช่น นางรูธ คาร์เตอร์
สแตปเปิลตัน พี่สาวของนายจิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
นางรูธผู้นี้แม้ว่าจะเป็นชาวคริสต์แต่ก็ไม่ใช่คนที่เคร่งในศาสนกิจชนิดที่ไปโบสถ์เป็นประจำ
นางเป็นคนเมืองเพลนส์มลรัฐจอร์เจีย
นอกจากจะได้ตระเวนเดินสายรักษาโรคแก่คนป่วยทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วนางก็เคยเดินทางไปรักษาโรคในต่างประเทศอีกด้วย
นางรูธบอกว่าพลังที่นางนำมารักษาโรคนี้คือพลังความรักและความให้อภัยตลอดจนพลังจากการสวดอ้อนวอนที่พระเจ้าทรงประทานมาให้แก่มนุษย์โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์
ครั้งหนึ่งนางรูธได้อธิบายเกี่ยวกับการรักษาโรคแก่คนป่วยว่า”เป็นการช่วยให้คนป่วยติดต่อกับความรักที่ปราศจากเงื่อนไขอย่างแท้จริงของพระเยซู
โดยผ่านทางจิตใต้สำนึกของผู้ป่วย และความรักนี่เองที่เป็นสื่อกลางในการรักษาโรค”
นางรูธเริ่มรักษาโรคได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี
ค.ศ. 1960 ซึ่งปีนั้นสก๊อตตี้บุตรชายของนางถูกรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัสเข้าขั้นโคม่า
และถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ช่วงนั้นนางรูธเกิดอาการอย่างหนึ่งขึ้นในจิตใจ”เป็นความรู้สึกเร้นลับยากที่จะอธิบาย”
พอเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาแล้วความขุ่นเขืองและความวิตกกังวลทั้งปวงได้สลายไปจากใจ
มีแต่ความรักความปีติปราโมทย์และความสงบเยือกเย็นเข้ามาแทนที่
นางถึงกับมีอารมณ์ร้องเพลงออกมาได้เลยทีเดียว
คืนนั้นไปเยี่ยมลูกชายที่โรงพยาบาลและเข้าไปนั่งอยู่ใกล้เตียงของลูกชายที่กำลังนอนสลบไม่ได้สติอยู่นั้น
นางก็ยังมีความรู้สึก”ปีติปราโมทย์อย่างเหลือล้นในภายใน”อยู่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถึงตอนเช้าวันรุ่งขึ้นลูกชายที่สลบไม่ได้สติมาตลอดคืนก็ได้ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้อย่างประหลาด
ตอนนั้นนางมีความรู้สึกว่า”ที่ลูกชายฟื้นขึ้นมาได้ราวปาฏิหาริย์นั้นก็เพราะอานุภาพของอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ”
ต่อมาเมื่อปี ค.ศ.
1980นางรูธได้เขียนหนังสือชื่อ The New
Healers: Healing The Whole Person ในหนังสือเล่มนี้นางได้เล่าว่านางกับเพื่อนหมอพลังจิตอีก
2
คนได้ไปร่วมประชุมกับพวกหมอแผนปัจจุบันที่ไม่เชื่อการรักษาโรคด้วยพลังเร้นลับซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น
35 คน
ส่วนหนึ่งของการประขุมเป็นการอภิปรายระหว่างหมอแผนปัจจุบันกับหมอแผนโบราณ
การอภิปรายดำเนินไปด้วยความเผ็ดร้อนและรุนแรง
เมื่อเสร็จจากรายการอภิปรายแล้วฝ่ายหมอแผนปัจจุบันก็ได้สาธิตการผ่าตัดผู้ป่วยหลายรายให้ที่ประชุมได้ชม
หลังจากนั้นก็ถึงรายการสาธิตการรักษาโรคของหมอฝ่ายพลังจิตบ้าง
คนป่วยที่ถูกนำมาให้ทดลองรักษาเป็นผู้ป่วยชาย
เคยผ่านการผ่าตัดหัวใจมาแล้วถึง 5 ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งหมอผ่าตัดเอาเส้นเลือดที่แขนข้างหนึ่งของผู้ป่วยรายนี้มาใส่ไว้ที่ช่องหน้าอก
ผลปรากฏว่าหลังผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วแขนข้างหนึ่งของผู้ป่วยเกิดสั้นกว่าแขนอีกข้างหนึ่ง
ถึงแม้ว่าจะพยายามผ่าตัดแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จพวกหมอแผนปัจจุบันจึงอยากจะทดลองให้หมอพลังจิตช่วยรักษาด้วยวิธีการสวดอ้อนวอนพระเจ้าดูบ้าง
นางรูธกับเพื่อนหมอพลังจิตทั้ง 2
คนจึงได้ร่วมกันสวดอ้อนวอนพระเจ้าอยู่นาน 30 นาที
ซึ่งในที่สุดก็สามารถทำให้แขนทั้งสองข้างของคนป่วยยาวเท่ากันได้อย่างมหัศจรรย์
ปรากฏว่าคนป่วยรายนี้เป็นลูกชายของหมอแผนปัจจุบันคนหนึ่งที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย
ในวันรุ่งขึ้นหมอคนนี้ก็ได้แถลงต่อที่ประชุมโดยบอกว่า
แขนทั้งสองข้างของลูกชายของเขายาวเท่ากันได้ก็เพราะอานุภาพของการสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าของนางรูธกับเพื่อนๆ”เ
มื่อคืนนี้ผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืนเลย
เพราะมัวแต่คอยลุกขึ้นมาวัดแขนของลูกชายในทุกสามสิบนาทีด้วยเกรงว่ามันจะไม่ยาวเท่ากันอีก”
หมอกล่าวตอนหนึ่ง
พลังจากปรโลก
หมอรักษาโรคด้วยพลังลี้ลับอีกหลายคนอ้างว่า
พลังรักษาโรคของตนไม่ได้มาจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในทางศาสนาหากแต่มาจากวิญญาณของคนที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว
หมอคนหนึ่งที่อ้างอย่างนี้ได้แก่นางบลังซ์
เมเยอร์สัน อยู่ที่เมืองนิวยอร์ก นางบลังซ์บอกว่าพลังของนางถูกส่งมาจาก”หมอปรโลก 6
คน”และเมื่อถูกถามว่าหมอทั้ง 6 คนเป็นใครบ้าง
นางก็ได้บอกชื่อและรายละเอียดต่างๆของหมอเหล่านั้น”หมอเหล่านั้นแหละค่ะที่มาช่วยรักษาโรค”
นางบลังซ์ชี้แจงและว่า”ลำพังดิฉันเองควบคุมหรือบงการอะไรไม่ได้หรอกค่ะ”
นางบลังซ์เล่าด้วยว่า
ที่เริ่มรู้เป็นนัยๆครั้งแรกว่าได้รับการคัดเลือกจากหมอปรโลกให้เป็นตัวแทนดำเนินการรักษาโรคในโลกมนุษย์ก็เพราะเพื่อนที่เป็นนักพลังจิตคนหนึ่งมาบอกให้รู้
โดยเพื่อนคนนี้บอกว่าได้ทำการติดต่อกับหมอเหล่านั้นแล้วมาแจ้งว่า”ดิฉันสามารถรักษาคนป่วยให้หายจากโรคได้โดยหมอปรโลกเหล่านั้นจะคอยให้ความช่วยเหลืออีกทีหนึ่ง”
อยู่มาวันหนึ่งนางบลังซ์ไปรับประทานอาหารกับเพื่อนๆที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง
ในขณะที่นั่งรับประทานอาหารอยู๋นั้นเองก็มีเพื่อนคนหนึ่งเกิดหน้ามืดล้มฟุบแน่นิ่งตามเนื้อตามตัวเขียวไปหมด”ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนกับมะอะไรมาผลักให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้”
นางเล่าถึงความรู้สึกในตอนนั้นและว่า”แล้วมือขวาของดิฉันก็เหยียดออกไปสัมผัสที่หน้าอกของเพื่อนคนนั้น”
นางมีความร็ลึกเหมือนมีพลังอย่างหนึ่งแผ่ซ่านออกไปจากมือ และรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว
ฉับพลันนั้นเองเพื่อนก็ฟื้นขึ้นมาได้อย่างประหลาด”เพื่อนที่เป็นนักพลังจิตคนเดียวกันนั้นบอกว่า
เพื่อนที่ล้มฟุบไปนั้นเป็นโรคหัวใจ
และพลังจากมือของดิฉันนั่นเองที่เข้าไปช่วยเขาฟื้นจากโรคนั้นได้”
ตั้งแต่นั้นมานางบลังซ์ก็อ้างว่าตนได้รับคำนะนำจากวิญญาณหมอปรโลกให้มารักษาโรคด้วยการใช้พลังมือ
ซึ่งผลของการรักษาก็เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ของผู้ป่วย อย่างเช่น
คนป่วยเป็นโรคหัวใจ ยอกว่าอาการดีขึ้น ส่วนคนป่วยเป็นโรคมะเร็ง
ก็อ้างว่าอาการบรรเทาลงไปได้มาก หลังจากได้รับพลังมือของนางบลังซ์
พลังลี้ลับของหมอบาร์บารา
หมออีกคนหนึ่งที่นิวยอร์กอีกเช่นเดียวกัน
ชื่อนางบาร์บารา แอนน์ เบรนนา อ้างว่าพลังรักษาโรคของตนคือพลังชีวิตอันเป็นพลังจักรวาลอย่างที่คนในสมัยโบราณเชื่อกันนั่นเอง
นางบาร์บาราอธิบายถึงเทคนิคของตนว่าเป็นการ”ใช้มือไปช่วยให้สนามพลังมนุษย์ที่มีอยู่รอบๆตัวเราทุกคนเกิดฟื้นฟูภาวะสมดุล”
ซึ่งก็เป็นเทคนิคที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเทคนิคที่หมอฟรานซ์
เมสเมอร์ได้วางรากฐานเอาไว้แต่หนหลัง
ผิดกันแต่เพียงได้มีการนำเอาวิธีกะกดจิตเข้ามาผสมผสานด้วยเท่านั้นเอง
เมื่อตอนเป็นเด็กอยู่ที่เมืองวิสคอนซินหนูน้อยบาร์บาราไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆเธอชอบเข้าไปซุ่มอยู่ตามป่าเพื่อเล่นกับนกและสัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ”ทุกครั้งที่ไปอยู่คนเดียวในบรรยากาศที่เงียบสงบในป่า”
บาร์บาราเล่าถึงความหลังเมื่อครั้งอดีต”ดิฉันจะมีจิตดื่มด่ำเป็นสมาธิแน่วแน่และสภาวะจิตเช่นนี้ทำให้ดิฉันสามารถรับรู้สิ่งต่างๆที่ประสาทสัมผัสของคนสามัญรับรู้ไม่ได้”
กล่าวคือหนูน้อยสามารถรู้ได้ว่าสัตว์ต่างๆที่จะออกมาเล่นกับเธออยู่ที่ไหนกันบ้าง
โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตามองดู “ดิฉันสามารถเห็นมันได้อย่างชัดแจ้ง(ด้วยตาทิพย์)”
หมอบาร์บารากล่าวและว่า”และเมื่อดิฉันเอาผ้ามาผูกตาทั้งสองข้างแล้วเดินไปตามป่าก็สามารถรับรู้ได้ว่าต้นไม้ต่างๆอยู่ที่ไหนบ้างก่อนที่จะไปสัมผัสถูกมันด้วยซ้ำไป
และดิฉันก็รู้ด้วยว่าต้นไม้ทั้งหลายมีความใหญ่โตกว่าที่คนเรามองเห็นด้วยตาเนื้อ”ทั้งนี้เพราะต้นไม้แต่ละต้นมีสนามพลังงานอยู่รอบๆต้น
สนามพลังงานที่ว่านี้มีลักษณะเหมือนแสงสว่างจากเปลวเทียน
นอกจากนี้แล้วบาร์บาราก็ยังกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมีความเชื่อมโยงกับสนามพลังงานเหล่านี้”ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้รวมทั้งตัวดิฉันเองด้วยต่างก็อยู่ในห้วงทะเลแห่งพลังงานนี้”
ตามประวัติบอกว่า
นางบาร์บาราสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านฟืสิกส์สิ่งแวดล้อม
จากนั้นก็ได้เข้าทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่องค์การนาซ่าอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเบนเข็มมาเอาดีในทางรักษาโรคอย่างเต็มตัว
นางบาร์บาราบอกว่าที่รอบๆบริเวณศีรษะและทั่วร่างกายของคนเราทุกคน
มีรัศมีแผ่ซ่านออกมาเป็นนิตย์และรัศมีของแต่ละคนจะมีรูปลักษณ์และสีแตกต่างกันออกไป
เมื่อใช้พลังการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสพิเศษที่ได้จากเข้าสมาธิจนจิตดื่มด่ำแน่วแน่นางก็จะสามารถแยกแยะสีและรูปลักษณ์ของรัศมีแต่ละคนได้ว่า
แบบไหนเป็นของคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
หรือว่าแบบไหนเป็นของคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย
กล่าวคือ
คนที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนนั้น
จะเห็นรัศมีสีใสกระจ่างและมีรูปลักษณ์เรียบร้อยไม่แหว่งเว้า
ส่วนคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนก็จะเห็นรัศมีเป็นสีมัวๆไม่ใสกระจ่างและมีรูปแหว่งเว้าผิดปกติ
นอกจากนี้แม่หมอบาร์บาราก็ยังได้ชี้แจงด้วยว่า
ในเวลาที่นางรักษาโรคแก่ผู้ป่วยอยู่นั้นบางครั้งนางก็จะได้ยินเสียงประหลาดมาคอยกระซิบชี้แนะในเรื่องโรคของผู้ป่วย
อย่างเช่นครั้งหนึ่งขณะกำลังจะรักษาโรคให้แก่หญิงคนหนึ่งเสียงลึกลับก็ได้มากระซิบบอกว่า”คนป่วยรายนี้เป็นมะเร็ง”
ซึ่งพอนางเพ่งมองด้วยตาทิพย์ก็ได้แลเห็นรัศมีของผู้นี้เป็นจุดดำเล็กๆเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ที่ปอดข้างหนึ่งและเมื่อผู้ป่วยไปฉายเอกซเรย์ดูก็ปรากฏว่ามีเนื้อร้ายของมะเร็งอยู่ที่ตรงจุดนั้นจริงๆ
แม่หมอบาร์บารามีความเชื่อว่า
ที่คนป่วยหายจากโรคต่างๆได้นั้นก็ด้วยอานุภาพของมือและการตรวจบำบัดด้วยประสาทสัมผัสพิเศษของนาง
กล่าวคือ เมื่อตรวจสอบด้วยตาทิพย์พบว่าเป็นโรคอะไรแล้ว
นางก็ได้ใช้พลังมือแผ่เข้าไปช่วยทำให้สนามพลังงานในร่างกายของผู้ป่วยคืนสู่สภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งก็จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บในร่างกายสูญสิ้นไปพร้อมๆกัน
คนป่วยรายแรกที่แม่หมอบาร์บารารักษาหายด้วยกรรมวิธีดังกล่าวเป็นหญิงชื่อ”เจนนี”
มารับการรักษาเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1984
เมื่อสาเดือนก่อนหน้านี้เธอแท้งลูกและหมอแผนปัจจุบันตรวจพบว่าเซลล์มะเร็งตรงจุดรอยต่อกับรกเกิดอาการผิดปกติต้องตัดมดลูกทิ้งซึ่งหมายความว่าจะไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป
ในช่วงที่ทำการบำบัดรักษาให้แก่เจนนีนั้นแม่หมอบาร์บารามองเห็นด้วยตาทิพย์ว่าเซลล์ตรงจุดนั้นมีอาการผิดปกติจริง
พร้อมกันนั้นแม่หมอก็ได้ยินเสียงลี้ลับมากระซิบบอกวิธีการบำบัดนางจึงได้ปฏิบัติตามคำแนะนำโยให้คนป่วยหยุดงานหนึ่งเดือนและแนะนำให้ไปพักผ่อนที่ชายทะเล
ให้รับประทานยาวิตามินต่างๆ ให้รับประทานอาหารตามที่กำหนด
และให้นั่งสมาธิทุกวันวันละ 2 ชั่วโมง
เมื่อครบกำหนดนางเจนนีก็ได้ไปฉายเอกซเรย์ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งปรากฏว่าร่างกายได้กลับคืนสู่ภาวะปกติและในปีถัดมานางก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศชายสุขภาพแข็งแรงคนหนึ่ง
แม่หมอยาร์บาราบอกว่าในปีเดียวกันนั้นนอกจากนางเจนนี่แล้วนางยังได้ทำการรักษาโรคแก่คนอื่นๆอีก
3 ราย คือ
1)นายโฮเวิร์ด
เป็นโรคหัวใจได้รับการบำบัดด้วยการใช้พลังมือไปช่วยทำให้สนามพลังงานในร่างกายได้ภาวะสมดุล
2)
นายเอ็ดเป็นโรคข้อต่ออักเสบจากอุบัติเหตุ พลังเมือกก็ได้เข้าไปทะลวงจุดอุดคันบริเวณสันหลังทำให้สนามพลังงานที่จุดนั้นเลื่อนไหลได้เป็นปกติ
และ
3) นายมูเรียลเป็นโรคต่อมไทรอยด์โต
หมอแผนปัจจุบันบอกว่าจะหายได้ก็โดยวิธีผ่าตัด
แต่หลังจากผ่านการรักษาด้วยพลังมือแล้ว ต่อมไทรอยด์มีขนาดลดลงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดตามที่หมอแผนปัจจุบันแนะนำ
ปัจจุบันหมอที่เชื่อว่าตนมีพลังมือสามารถรักษาโรคได้ด้วยกรรมวิธีที่เชื่อมโยงกับพลังชีวิตในร่างกายของผู้ป่วยไม่ได้มีเฉพาะนางบาร์บารานี้เท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายคนทั้งผู้หญิงและผู้หญิง
ซึ่งอ้างว่าตนมีพลังที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนั้นและก็เชื่อด้วยว่าเป็นพลังที่สามารถรักษาโรคได้อีกเช่นกัน
พลังมือของหมอแมทธิว
ที่ประเทศอังกฤษมีหมอพลังมือช่อเสียงโด่งดังอยู่คนหนึ่งชื่อแทธิว
แมนนิ่ง(Matthew Manning) หมอแมทธิวอ้างว่าเมื่อตอนเป็นเด็กๆอยู่นั้นตนมีพลังจิตอย่างหนึ่งที่วงการศาสตร์ลี้ลับเรียกกันว่า”ไซโคไคเนติกส์(Psychokinetics)”
คือสามารถใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้
ต่อมาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหมอแมทธิวก็ได้บอกใครต่อใครอีกว่าตนมีพลังมือสามารถนำไปใช้รักษโรคแก่ผู้ป่วยอย่างได้ผล
เวลาจะรักษาโรคให้แก่ใครหมอแมทธิวก็จะเริ่มต้นด้วยการสอบถามอาการของผู้ป่วยก่อนจากนั้นก็จะไปยืนข้างหลังและวางมือทั้งสองข้างของตนลงบนใหญ่ของผู้ป่วยแล้วมือของเขาจะเคลื่อนไหวไปมาเสมือนหนึ่งว่ากำลังค้นหาโรคหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับโรคนั้นๆ
ในช่วงเวลานั้นเองหมอแมทธิว(วึ่งอ้างเช่นเดียวกับนางบาร์บาราว่ามีตีทิพย์)
ก็จะใช้พลังตาทิพย์ตรวจสอบสีของัศมีในร่างกายของผู้ป่วย
ซึ่งก็จะทำให้รู้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร
เช่น ถ้ามองเห็นรัศมีในร่างกายเป็นสีแดงแสดงว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดอยู่ภายใน
ถ้ามองเห็นรัศมีเป็นสีเหลืองแสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อ
และถ้ามองเห็นรัศมีเป็นสีดำแสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เป็นต้น
ขั้นตอนต่อไปหมอแมทธิวก็จะเคลื่อนไหวมือไปจนทั่งร่างกายของผู้ป่วย
ซึ่งตอนนี้ผู้ป่วยจะเกิดอาการสะลึมสะลือเหมือนถูกสะกดจิตและเกิดความรู้สึกต่างๆ
คือบางรายมีความรู้สึกเหมือนมีพลังความร้อนแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย
บางทีร้อนน้อยบางทีก็ร้อนมาก รายที่ร้อนมากๆบอกว่าร้อนมากเกือบจะทนไม่ไหว
แต่ตอนนั้นหากลองเอาปรอทวัดดูก็จะเห็นว่าอุณหภูมิในร่างกายยังคงที่ไม่ได้สูงขึ้นตามความรู้สึก
ส่วนคนป่วยอีกพวกหนึ่งบอกว่าไม่มีความรู้สึกร้อนเหมือนพวกแรก
แต่กลับมีความรู้สึกเย็นยะเยือกทั่งร่างกายหรือไม่เช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมๆมาทิ่มแทงตามอวัยวะต่างๆหรือตามกระดูกสันหลัง
แต่โยทั่วไปแล้วปฏิกิริยาในทางความรู้สึกต่างๆของผู้ป่วยจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ป่วยได้หายจากอาการเจ็บปวดหรือโรคต่างๆ
ได้รับการบำบัดออกจากร่างกายไปแล้วเท่านั้น
กรรมวิธีรักษาโรคดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ
30 นาทีและหมอแมทธิวอ้างว่าในจำนวนผู้ป่วย 3
รายเขาสามารถรักษาโรคหายได้แน่ๆไม่น้อยกว่า
1 ราย
หมอพลังมือในรัสเซีย
ในประเทศสหภาพโซเวียต(ยุคก่อนที่ระบบคอมมิวนิสต์จะเกิดล่มสลายและประเทศแยกตัวเป็นรัฐเอกราชต่างๆ)
ซึ่งมีการต่อต้านการรักษาโรคด้วยกรรมวิธีลี้ลับต่างๆจากทางการน้อยกว่าในประเทศแถบยุโรปตะวันตกด้วยซ้ไปนั้น
ก็ปรากฏว่ามีหมอรักษาโรคด้วยพลังมือเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ
เช่น
คนหนึ่งเป็นหญิงรับใช้อยู่ที่กรุงมอสโกชื่อ ดูนา ดาวิตัชวิลี (Dzhuna Davitashvili) มีชื่อเสียงในทางรักษาคนป่วยด้วยพลังชีวิตอักรูปแบบหนึ่งเรียกว่า”ไบโอนีเนอร์ยี(Bioenergy)
พลังไบโออีเนอร์ยีนี้ได้แนวคิดมาจากมฃทฤษฎี”ปราณ”ของอินเดียและทฤษฎี”กี”ของจีนนั่นเอง
พลังไบโอเนอร์ยีที่ว่านี้จะเข้าไปทะลุทะลวงการอุดตันและสร้างภาวะสมดุลของพลังชีวิตให้แก่ร่างกายของผู้ป่วย
ทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียนนั้นได้
ได้มีบุคคลสำคัญๆของโซเวียตหลายคนสนใจไปรับการบำบัดโรคด้วยเทคนิคไบโออีเนอร์ยีขากนางดูมา
แม้แต่นายลีโอนี เบรสเนฟ
อดีตประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียตซึ่งป่วยหนักถึงขนาดพูดและเดินไม่ได้เมื่อฤดูหนาวปี
ค.ศ. 1979 ก็ได้รับการบำบัดรักษาจากพลังมือของนางดูนาเช่นกัน
ปรากฏว่าเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิในปีเดียวกันนั้นอาการของผู้นำโซเวียตผู้นี้ดีชึ้มากแต่ก็ไม่ถึงกับให้หายจากโรคนั้นอย่างเด็ดขาด
เพราะอีก 3 ปีต่อมานายเบรสเนฟก็ได้เสียชีวิตลง
อย่างไรก็ตามในตอนนั้นเมื่อมีข่าวว่านายเบรสเนฟไปรักษาตัวกับนางดูนาก็ทำให้ชื่อเสียงของแม่หมอดูนาโด่งดังไปทั่วและมีคนป่วยไปรอคิวรักษาเป็นจำนวนมากมาย
ว่ากันว่าแม่หมอจะคิดค่ารักษาจากคนป่วยครั้งละ 275 เหรียญสหรัฐ
พลังขั้วบวกและขั้วลบ
ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกามีกรรมวิธีรักษาโรคด้วยวิธีการลี้ลับอยู่อย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในหมู่คนอเมริกันยุคใหม่เรียกกรรมวิธีนี้ว่า “โพลาริตี
ทีรัปปี(Polarity Therapy)”หมอผู้ดำเนินการรักษาจะใช้มือเป็นสื่อกลางอีกเช่นกัน
กรรมวิธีรักษาโรคด้วยวิธีนี้ได้แนวคิดมาจากหมอชาวออสเตรียผู้หนึ่งชื่อแรนดอล์ฟ
สโตน (Randolph Stone) นายสโตนผู้นี้มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ศักราชปี
1900 มีความเชื่อว่าในร่างกายของคนเรามีพลังขั้วบวกและพลังขั้วลบอยู่ทางด้านล่างและด้านซ้ายมือ
ว่ากันว่าหมอรักษาโรคประเภทโพลาริตี้
ทีรัปปีรักษาโรคได้ด้วยวิธีส่งพลังขั้วบวกและพลังขั้วลบจากร่างกายหรือจาก”แบตเตอร์รี”ของตนเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย
โดยที่พลังขั้วบวกถูกส่งผ่านทางซ้ายมือ พลังทั้งสองมือจากหมอทำหน้าที่แตกต่างกัน
คือ
พลังขั้วบวกจากมือขวาจะไปทำหน้าที่สร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายของผู้ป่วย
ส่วนพลังขั้วลบจากมือซ้ายจะไปทำหน้าที่คลายความวิตกกังวลในใจของผู้ป่วย
พวกหมอโพลาริตี้
ทีรัปปีจะใช้มือสัมผัสหรือบีบนวดตามจุดต่างๆของร่างกายผู้ป่วยที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของพลังงานซึ่งมีอยู่
5 ศูนย์ด้วยกัน คือ
1) - ศูนย์กลางพลังงานควบคุมระบบการพูด
การฟังและการกลืนกินอาหาร
2) - ศูนย์กลางพลังงานควบคุมระบบหมุนเวียนของโลหิตและการหายใจ
3) - ศูนย์กลางพลังงานควบคุมระบบย่อยอาหาร
4) - ศูนย์กลางควบคุมระบบต่อมต่างๆ
และ
5) -ศูนย์กลางพลังงานควบคุมระบบขับถ่ายของเสีย
เป้าหมายของพวกหมอประเภทนี้ก็ไม่ใช่เพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาโรคอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ
แต่เพื่อสร้างเสริมระบบต่างๆในร่างกายของผู้ป่วยให้เข้มแข็งเพื่อจะได้มีพลังป้องกันและบำบัดโรคต่างๆได้อีกทีหนึ่ง
หลังจากเกิดยุคเรอนะซองส์
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือหลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16
แห่งประเทศฝรั่งเศสทรงแต่งตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนพวกหมอเมสเมอริสต์ในครั้งนั้นแล้ว
ก็ไม่ปรากฏว่ามีนักวิทยาศาสตร์คนใดให้ความสนใจศึกษาค้นคว้ากรรมวิธีรักษาโรคด้วยวิธีใช้พลังมือและวิธีการลี้ลับอย่างอื่นๆอย่างจริงๆจังๆ
มีแต่พวกที่คอยแต่จะยิ้มเยาะเมื่อมีคนพูดถึงเรื่องราวแบบนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีนักวิจัยจำนวนหนึ่งได้หันมาสนใจศึกษาอย่างจริงจังถึงปรากฏการณ์ของการรักษาโรคด้วยพลังมือพลังชี้นำและพลังศรัทธาต่างๆ
การทดลองทางวิทยาศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ที่หันมาสนใจเรื่องนี้ได้มุ่งประเด็นการศึกษาไปที่พลังทางฟิสิกส์ที่อ้างกันว่าแผ่ซ่านออกมาจากมือของหมอบางคน
อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยแมคคิลล์
เมืองมอนทีออลประเทศแคนาดา นายเบอร์นาร์ด เกรด นักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ค้นคว้าทดลองกับหมอพลังมือชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งขื่อนายออสการ์ เอสเทบานี(Oskar Estebany)
ตามประวัติบอกว่า หมอออสการ์ผู้นี้เป็นนายทหารยศพันตรีเหล่าทหารม้าของประเทศฮังการี
เคยใช้พลังมือรักษาโรคให้ม้าในกองทหารม้าของตนเป็นประจำ
ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อได้มาตั้งรกรากอยู่ในประเทศแคนาดาแล้วก็ได้เปลี่ยนจากรักษาม้ามารักษาคน
แต่ที่ทำการทดลองกันที่มหาวิทยาลัยแมคคิลล์นั้นกลับเอาสัตว์คือหนูตะเภามาเป็นเครื่องมือทดลอง
ทั้งนี้ก็ด้วยมีความคิดว่าพวกสัตว์ไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่าหมอออสการ์มีพลังพิเศษสามารถรักษาโรคให้มันได้
และอีกอย่างหนึ่งหมอเองก็ไม่สามารถใช้จิตไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า "ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับกาย" ต่อการรักษาโรคของหมอออสการ์ได้อีกด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้การรักษาก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับกายภาพโดยตรงไม่มีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
วิธีการในกระบวนการทดลองครั้งนี้
ก็คือ
เขาจะทำให้หนูทุกตัวที่นำมาทดลองเป็นโรคคอหอยพอกโดยวิธีให้มันกินอาหารประเภทที่ขาดสารไอโอดีน
ทั้งนี้เพราะหมอออสการ์มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคคอหอยพอกให้แก่มนุษย์นั่นเอง
เมื่อได้หนูมาครบตามจำนวนที่ต้องการแล้วนายแกรดก็ได้จัดแบ่งหนูออกเป็น
3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มหนูที่ได้รับการบำบัดโรคด้วยพลังมือของหมอออสการ์
กลุ่มที่ 2
เป็นกลุ่มหนูที่จะได้รับพลังความร้อนจากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ความร้อนเท่าอุณหภูมิที่มือของหมอออสการ์
และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มหนูที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนอีก 2
กลุ่มข้างต้น
หมอออสการ์จะเอามือทั้งสองข้างไปสัมผัสรอบๆกรงลวดที่ใช้ขังหนูขาดสารไอโอดีนจำนวน
9 ตัวด้วยกันทุกวันวันละ 30 นาที
หนู้พวกนี้เป็นกลุ่มที่หมอออสการ์กำหนดจะใช้พลังมอรักษาโรคคอหอยพอกให้มันนั่นเอง
เมื่อครบกำหนด 20 วันเขาก็เอาหนูทั้ง
3 กลุ่มไปตรวจสอบ ปรากฏว่าหนูทุกตัวจากทั้ง 3 กลุ่มเป็นโรคคอยหอยพอกทั้งนั้น
แต่กลุ่มหนูที่หมออสการ์เอามือไปจับที่กรงของมันทุกวันกลับมีอาการคอหอยพอกน้อยกว่าอีก
2 กลุ่ม
เมื่อนายแกรดและหมอออสการ์ได้ทดลองต่อไปเพื่อพิสูจน์ว่าพลังมือของหมอออสการ์จะมีผลต่อแผลผ่าตัดหรือไม่
ทั้งนี้โดยนำหนูทั้ง 3 กลุ่มไปผ่าตัดคอหอยพอก
แล้วให้หมอออสการ์ใช้มือสัมผัสที่กรงลวดของหนูกลุ่มที่ 1 ส่วนหนูกลุ่มที่ 2
และหนูกลุ่มที่ 3 ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับที่ทดลองในครั้งแรกนั้น
ผลปรากฏว่าแผลจาการผ่าตัดคอหอยพอกของหนูกลุ่มที่
1 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับพลังมือจากหมออสการ์หยได้เร็วกว่าอีก 2 กลุ่ม
ต่อมานายแกรดได้ทดลองพลังมือของหมูออสการ์เป็นครั้งที่
3 โดยครั้งนี้ไปเอาเมล็ดข้าวสาลีมาปลูกลงในกระถางธรรมดา 2 กระถางด้วยกัน
กระถางที่ 1
กำหนดให้หมอออสการ์เอามือจับที่พวยของหม้อรดน้ำทุกวันวันละ 15 นาที
ก่อนที่จะนำน้ำในหม้อรดลงไป ส่วนข้าวสาลีอีก 1
กระถางก็ใช้หม้อรดน้ำชนิดเดียวกันนั้นแต่ไม่ได้ผ่านพลังมือของหมอออสการ์
ผลจากการทดลองปรากฏว่าเมื่อข้าวสาลออกรวงรวงข้าวสาลีในกระถางแรกมีเมล็ดใหญ่กว่าและมีจำนวนเมล็ดมากกว่าในกระถางที่
2 อย่างมากมาย
หลังจากนั้นไม่นานแม่ชีจัตตา
สมิธนักเคมีที่โรซารี ฮฮลล์คอลเลจ เมืองบัฟฟะโล มลรัฐนิวยอร์ก
ซึ่งเป็นนักวิจัยอีกผู้หนึ่งที่ทำงานร่วมกับหมอออสการ์
ได้ดำเนินการทดลองเพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ว่ามือของหมอรักษาโรคด้วยมือจะแผ่พลังแม่เหล็กออกมาสามารถเป็นตัวการไปเร่งให้สารช่วยย่อย (enzyme)แสดงปฏิกิริยาออกมาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ในการทดลองครั้งนี้แม่ชีจัตตาได้ให้หมอออสการ์เอามือถือหลอดแก้วบรรจุน้ำสารช่วยย่อย
แต่ด้วยเหตุที่สารช่วยย่อยนี้จะแสดงปฏิกิริยาออกมาเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นแม่ชีจึงได้ปรับอุณหภูมิน้ำสารช่วยย่อยในหลอดแก้วให้อยู่ในระดับเดียวกับอุณหภูมิในร่างกายของหมอออสการ์เสียก่อน
และในขณะที่หมอออสการ์ถือหลอดแก้วอยู่นั้นแม่ชีก็จะคอยเอาตัวอย่างของสารช่วยย่อยในหลอดแก้วไปทดสอบเป็นช่วงๆเพื่อตรวจสอบว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานๆพลังจากมือของหมอออสการ์ได้ไปเร่งสารช่วยย่อยให้แสดงปฏิกิริยาเร็วขึ้นกว่าปกติหรือไม่
ผลจากการตรวจสอบปรากฏว่า
พลังจากมือของหมอออสการ์ส่งผลต่อสารช่วยย่อยได้เช่นเดียวกับพลังจากสนามแม่เหล็ก
คือพลังทั้งสองอย่างสามารถไปกระตุ้นสารช่วยย่อยให้แสดงปฏิกิริยาออกมาได้เหมือนๆกัน
ในสหภาพโซเวียตก็มีการทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
เช่น สมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโซเวียตผู้หนึ่งได้นำนางดูนา
ดาวิตัชวิลีไปทดลองให้ใช้พลังมือรักษาเนื้อเยื่อผิวหนังที่เป็นแผลเน่าเปื่อย
หลังจากนั้นนักวิชาการผู้นี้ก็ได้รายงานว่าพลังรักษาโรคจากมือของนางดูนาได้ช่วยเร่งกระบวนการ”แห้งเหือด(drying out)ซึ่งเมื่อเกิดกระบวนการนี้แล้วแผลเน่าเปื่อยก็จะเริมหาย
กรรมวิธีรักษาโรคของนางดูนาใช้เวลาไม่ถึง
15 นาที และ 15 นาทีหลังจากนั้นก็มีแผ่นเนื้อสีชมพูบางๆงอกขึ้นมาแสดงว่าเซลล์ผิวหนังได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว
ส่วนในประเทศอังกฤษก็มีนักวิจัยคนหนึ่งชื่อ
คิต เพดเลอร์ ได้ทดลองกับหมอแมทธิว
แมนนิ่งเพื่อพิสูจน์ว่าพลังจากมือของหมอแมทธิวมีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์หรือไม่
ผลการทดลองปรากฏว่าสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในขวดทดลองใบที่หมอแมทธิวถือไว้ในมือได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี
ส่วนสารชนิดเดียวกันในขวดอีกใบหนึ่งที่หมอแมทธิวไม่ได้ถือไว้ในมือนั้น
ไม่ปรากฏว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีแต่อย่างใด
หมอรักษาโรคด้วยพลังจิตต่างๆเป็นต้นว่าว่า
หมอบาร์บารา แอนน์ เบรนนัน และหมอแมทธิว แมนนิ่ง
ต่างก็อ้างว่าตนสามารถมองเห็นสนามพลังงานอย่างหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายมนุษย์ซึ่งมีลักษณะเป็นรัศมีสีต่างๆบ้าง
เป็นรังสีสีต่างๆบ้าง แล้วแต่จะว่ากันไป
แต่จากการวิจัยของนักวิจัยบางคนก็ได้ยืนยันว่าสนามพลังงานที่ว่านั้นสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีการที่เรียกว่า”เคอร์เลียนโฟโตกราฟฟี(Kirlian photography)คือวิธีเอาฟิล์มถ่ายรูปไปวางลงบนแผ่นเหล็กแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไป
จากการวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ลอสแองเจลิส นายเธลมา มอสได้รายงานไว้ว่า จากการใช้กระบวนการถ่ายภาพที่เรียกว่าเคอร์เลียนโฟโตกราฟฟีแล้วได้พบว่า
พลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากมือของคนทั่วไปและจากภาพที่ถ่ายด้วยกรรมวิธีดังกล่าวก็ได้บ่งชี้ออกมาด้วยว่า
รัศมีที่ออกมาจากนิ้วและฝ่ามือของหมอพลังมือทั้งหลาย
ในช่วงที่กำลังใช้มือรักษาโรคแก่ผู้ป่วยอยู่นั้น
จะมีรัศมีที่มีความเข้มข้นกว่าในช่วงอื่นๆ
ยกตัวอย่างเช่น
พลังจากมือของนางโอลการ์ วอร์เรลล์ในช่วงที่กำลังรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วย
จะมีลักษณะเป็นรัศมีสีส้มแก่และสว่างไสวมากกว่าในช่วงที่นางพักผ่อนอยู่ เป็นต้น
นอกจากนี้แล้วที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ลอสแองเจลิสอีกเหมือนกัน นายเลอรี ฮันท์และนักวิจัยอื่นๆได้ศึกษาเพื่อตรวจสอบว่า
การเปลี่ยนแปลงทางเนื้อเยื่อในร่างกายของคนที่ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจจับจะเป็นแบบเดียวกันกับที่หมอพลังมืออ้างว่ามองเห็นด้วยตาทิพย์จากสนามพลังงานในร่างกายของคนหรือไม่
ทั้งนี้โดยใช้เครื่องอิเล็กโทรดติดไว้ตามผิวหนังของคนที่ถูกนำมาทดลอง
เพื่อให้เครื่องที่ว่านี้บันทึกกระแสสัญญาณไฟฟ้าแรงต่ำมากๆจากร่างกายของผู้ถูกทดลองในช่วงที่กำลังรับการบำบัดโรคด้วยวิธีนวดจากหมอพลังมือ
เมื่อเครื่องอิเล็กโรดรับสัญญาณได้แล้วก็จะส่งผ่านไปที่จอรับภาพซึ่งก็จะปรากฏเป็นสีต่างๆในจอ
ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้แม่ชีโรซาลิน บรูเยเร แห่งศูนย์รักษาโรคด้วยพลังแสง
เมืองเครนดัล ใช้ตาทิพย์ตรวจสอบดูในร่างกายของผู้ถูกทดลอง
เมื่อมองเห็นรัศมีสีใดก็ให้พูดบรรยายลงเทปบันทึกเสียง
จากนั้นก็เอาสิ่งที่แม่ชีรับรู้ด้วยตาทิพย์นั้นลองไปเทียบกับสิ่งที่ปรากฏบนจอภาพ
ซึ่งก็ปรากฏว่าตรงกันไม่มีผิดเพี้ยน
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อตอนที่แม่ชีบอกว่าเห็นรัศมีสีน้ำเงินแผ่ซ่านออกไปจากโคนขาของผู้ถูกทดลองตอนที่ถูกนวดตรงนั้นเครื่องอิเล็กโทรดที่เอาไปติดไว้บริเวณเดียวกันก็ส่งสัญญาณออกทางจอภาพเป็นสีน้ำเงินเช่นเดียวกัน
จากการทดลองครั้งนี้ก็พอจะกล่าวได้ว่าพวกหมอพลังมืออย่างแม่ชีโรซาลินสามารถมองเห็นรัศมีต่างๆที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของคนได้ตรงกับความเป็นจริง
ส่วนนักวิจัยเรื่องนี้อีกคนกลับไม่สำสบผลสำเร็จในการทดลองดีเท่าที่ควร
เขาคือ นายจูเลียส วีนเบอร์เกอร์ นักฟิสิกส์ที่ปรึกษาของบริษัท เรดิโอ
คอร์เอเรชั่น ออฟ อเมริกา
ได้ใช้แผ่นฟิล์มเอกซเรย์และสิ่งอื่นๆเพื่อตรวจจับรังสีหรือพลังรักษาโรคที่พวกหมออ้างกันว่าได้แผ่ซ่านออกมาจากมือไปสู่ร่างกายของผู้ป่วย
นายจูเลียสผู้นี้เริ่มต้นด้วยความไม่เชื่อว่าการรักษาโรคด้วยวิธีการลี้ลับที่ไม่มีการใช้ยาโดยตรงนั้น”เป็นผลมาจากการที่คนเราสามารถชักชวนเทพผู้ชั่วร้ายให้ละเมิดกฎระเบียบของจักรวาลได้สำเร็จ”
แต่เขามีความเชื่อตรงกันข้ามว่าการรักษาโรคด้วยวิธีการลี้ลับนี้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของจักรวาลเช่นเดียวกับกระบวนการรักษาโรคของพวกหมอแผนปัจจุบัน
เขามีความคิดว่าหากเขาสามารถเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆของจักรวาลได้อย่างถ่องแท้เขาก็จะได้คำตอบว่าการรักษาโรคด้วยวิธีการลี้ลับนี้เป็นเรื่องที่ทำได้อย่างไร
ในการทดลองครั้งนี้นายจูเลียสได้ใช้ฟิล์มเอกซเรย์ชนิดไวต่อแสงมากๆ”เราเอาแท่งตะกั่วแท่งหนึ่งวางไว้ด้านหน้าของกล่องฟิล์มเอกซเรย์”
เขาอธิบาย”แล้วก็เอามันไปผูกไว้บนฝ่ามือของหมอพลังจิตในช่วงที่พวกเขากำลังรักษาโรคให้แก่คนป่วย”
ทั้งนี้โดยมีสมมุติฐานว่าหากมีรังสีใดๆแผ่ซ่านออกมาจากมือของหมอจริง
มันก็จะมาทำให้ฟิล์มเอกซเรย์กลายเป็นสีดำ
ส่วนตรงจุดที่มีแท่งตะกั่วอยู่นั้นก็จะมีเงาปรากฏตามสัดส่วนที่แท่งตะกั่วกำซาบรังสีจากฝ่ามือ
และหากเป็นตามสมมุติฐานดังว่าจริงเขาก็จะไปคำนวณหาความยาวของคลื่นรังสีโยวิธีเปรียบเทียบระหว่างความเข้มของฟิล์มเอกซเรย์ในส่วนที่ตรงกับส่วนที่เหลือ
ถึงแม้ว่าการทดลองครั้งนี้จะไม่ได้ผลสรุปที่เด็ดขาดแน่ชัดลงไปแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้นายจูเลียสหมดกำลังใจไปเสียทีเดียว”เราพบว่าฟิล์มเอกซเรย์ตรงดานใต้แท่งตะกั่วมีสีดำคล้ำมากกว่าที่อื่นๆมันเหมือนกับว่าแท่งตะกั่วเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้รังสีอย่างหนึ่งแผ่ผ่านออกไปได้
และเมื่อทดสอบต่อไปไปอีก 2-3 ครั้ง
เราก็ได้พบว่ามีรังสีเจือจางปรากฏอยู่ตามขอบๆของแท่งตะกั่ว
เหมือนกับว่าแท่งตะกั่วเป็นตัวการเข้าขวางกั้นกระแสพลังงานที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นช่วงๆ”
ในการทดลองครั้งที่ 2
เป็นการตรวจสอบรังสีจากมือของหมอว่าจะมีคุณสมบัติทางแม่เล็กหรือไม่
โดยครั้งนี้นายจูเลียสได้ใช้เข็มทิศมาทดสอบเพื่อตรวจสอบว่ารังสีหรือพลังจากมือของหมอจะส่งผลกระทบใดๆต่อเข็มทิศนี้หรือไม่
ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่มีรังสีหรือพลังงานใดๆออกมาทำให้เข็มของเข็มทิศเคลื่อนไหวใดๆได้
แต่นายจูเลียสก็ได้ทดลองต่อไปอีก 2-3
ครั้งโยการใช้แท่งเหล็กกล้าวางไว้ตรงมุมขวาของเข็มทิศเพื่อให้มันทำหน้าที่เป็นตัวขยายพลังแม่เหล็กใดๆที่จะมีมาจากมือของหมอ
จากนั้นก็ให้พวกหมอเอามือมาวางลงบนแท่งเหล็กกล้าอีกที
ซึ่งหากมีพลังจากมือของหมอผ่านเข้ามาแท่งเหล็กนี้ก็จะกลายสภาพเป็นแม่เหล็กไปผลักหรือดูดเข็มของเข็มทิศให้เปลี่ยนไปจากเดิมได้”ถึงเราจะทดสอบแบบนี้แล้ว”
นายจูเลียสกล่าว”มันก็ไม่มีผลอะไรเกิดกับเข็มทิศเลย”
ความจริงหรือว่าโกหกทั้งเพ
เมื่อมีผลที่เอาแน่เอานอนไม่ได้จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ออกมาเช่นนี้
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีคนมาตั้งแง่สงสัยเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีใช้พลังมือและวิธีการลี้ลับอย่างอื่นๆ
และก็มีคนอยู่มิใช่น้อยที่ถือว่าเรื่องแบบนี้เป็นการโกหกหลอกลวงกันทั้งเพ
แม้แต่นางโอลกา
วอร์เรลล์เองครั้งหนึ่งก็เคยพูดไว้ว่าพวกที่อ้างว่าตัวเองเป็นหมอรักษาโรคด้วยพลังศรัทธาได้นั้นเป็นพวก”หมอเก๊”เสีย
90 เปอร์เซ็นต์
และนางโอลกาก็ได้เอาเรื่องที่เกิดขึ้นกับสาธุคุณอัลเบิร์ต
เดย์มาเล่าเป็นอุทาหรณ์ว่า
ท่านสาธุคุณได้สังเกตเห็นอาการลุกลี้ลุกลนของหญิงรับใช้ของท่านคนหนึ่งที่ท่านจ้างมาให้ช่วยเสิร์ฟอาหารเย็นท่านทุกวัน
หญิงสาวคนนี้จะรีบเก็บโต๊ะและล้างจานทั้งๆที่บางทีท่านยังรับประทานอาหารยังไม่ทันเสร็จดีด้วยซ้ำไป
แล้วเธอก็รีบออกจากวัดไป
อยู่มาวันหนึ่งสาธุคุณอัลเบิร์ตได้ไปร่วมในพิธีรักษาโรคด้วยพลังมือของหมอคนหนึ่งและท่านก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้แลเห็นหญิงรับใช้ของท่านคนนั้นมีไม้เท้ายันรักแร้เดินยักแย่ยักยันรวมอยู่ในหมู่ของคนป่วยที่จะมารับการรักษาในคราวนี้ด้วย
ท่านสาธุคุณจ้องดูเธอด้วยความสนใจยิ่ง
พอหมอเอามือไปแตะที่ร่างของเธอเท่านั้นเธอก็เหวี่ยงไม้ยันรักแท้ทิ้งแล้วร้องออกมาว่า”คุณหมอขา
หนูหายดีแล้วค่ะ”
หลังจากเสร็จพิธีท่านสาธุคุณก็ได้เลียบเคียงถามเธอว่าเหตุใดจึงได้มาแสดงกลเพื่อหลอกลวงคนเช่นนั้น
“ก็หมอเขาจ่ายเงินให้ดิฉันนี่คะ”
เธอตอบ”ดิฉันมาที่นี่ทุกคืนค่ะ
และก็ได้เงินจากเขามากกว่ารายได้จากงานประจำของดิฉันด้วยซ้ำไป”
เมื่อหมอเก๊ประเภทนี้มีปรากฏให้เห็นดื่นดาษอย่างนี้
ผู้คนเลยชักไม่แน่ใจว่าคนไหนเป็นหมอจริงและคนไหนเป็นหมอเก๊กันแน่
พวกที่เป็นหมอจริงมีความซื่อสัตย์สุจริตรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจก็เลยพลอยฟ้าพลอยฝนได้รับความเดือดร้อนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียหายตามพวกหมอเก๊ไปด้วย
ในหมู่คนที่ชอบเอาเรื่องของหมอรักษาโรคด้วยพลังลี้ลับนี้มาวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคนหนึ่ง
ก็ได้แก่ ดร.วิลเลียม โนเล็น หมอทางศัลยกรรมที่มลรัฐมินนีโซตา
หมอวิลเสียมเคยใช้เวลาถึง 18
เดือนเพื่อค้นหาตำราการรักษาโรคด้วยพลังจิตซึ่งคิดว่าน่าจะมีคนรวบรวมไว้เป็นหลักเป็นฐานบ้าง
แต่ปรากฏว่าหาเล่มที่พอจะเข้าท่าไม่ได้แม้แต่เล่มเดียว
ในหนังสือเรื่อง Healing: A Doctor In Search of a Miracle ตีพิมพ์เมื่อปี
ค.ศ. 1974
หมอวิลเลียมไดเขียนโจมตีวิธีการรักษาโรคด้วยพลังแม่เหล็กหรือพลังชีวิตเอาไว้
ซึ่งก็เป็นการสะท้อนให้เห็นแนวคิดของพวกหมอแผนใหม่อีกหลายๆคนที่มีต่อเรื่องพลังที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดี
หมอวิลเลียมได้เอาเรื่องของหมอพลังแม่เหล็กคนหนึ่งมาเล่าโยสมมุติชื่อว่า
“นาย ก.” นาย ก.ผู้นี้อ้างว่าตนมี”เสียงทิพย์”มากระซิบบอกเวลารักษาโรค สามารถรักษาได้สารพัดโรครวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
กรรมวิธีที่นาย ก.
ใช้คือการส่งพลังเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยโดยการวางมือทั้งสองข้างลงที่ตรงท้อง
ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางพลังแม่เหล็กของร่างกาย
มีอยู่กรณีหนึ่งนาย ก.
อ้างว่าสามารถรักษาเนื้องอกที่เป็นมะเร็งในสมองของหญิงผู้หนึ่งได้สำเร็จ
แต่หมอวิลเลียมบอกว่าความจริงแล้วหญิงผู้นี้เคยไปให้หมอศัลยกรรมประสาทผู้หนึ่งทำการผ่าตัดมาหนหนึ่ง
ซึ่งหมอศัลยกรรมผู้นี้ได้ตัดเอาเนื้อเยื่อไปคลุมเนื้องอกไว้เพื่อไม่ให้มันงอกลุกลามต่อไปส่วนเนื้อมะเร็งก็ได้ถูกผ่าตัดออกมาหมดแล้ว
หมอศัลยกรรมผู้นี้เองที่ช่วยชีวิตของผู้ป่วยหญิงรายนี้เอาไว้ไม่ใช่นาย
ก. นอกจากนี้แล้วหมอวิลเลียมก็ได้ยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยอีก 23 รายที่นาย ก.
อ้างว่ารักษาโรคให้หายแต่หมอวิลเลียมบอกว่าล้วนแต่ไม่เป็นความจริงแม้แต่รายเดียว
จากนั้นหมอวิลเลียมได้เขียนโจมตีพวกหมอพลังศรัทธาที่ชอบพูดว่า”ผมไม่ได้รักษาโรคเอง
พระเจ้าต่างหากที่ทรงรักษาโยผ่านทางผม”
หมอวิลเลียมบอกว่าหมอประเภทนี้เป็นพวกมักง่าย
คือหากคนป่วยอาการไม่ดีขึ้นก็โทษพระเจ้าว่าไม่ทรงปรดบ้าง
หรือไม่ก็หาว่าผู้ป่วยเป็นคนบาปหนาหรือขาดศรัทธาในพระเจ้าบ้าง
แต่ไม่ว่าจะอ้างแบบไหนก็เป็นการปัดสวะให้พ้นตัวได้ทั้งนั้น
โยที่ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
พลังลี้ลับรักษาโรคได้แต่โรคที่เกิดจากอาการทางจิต
แต่อย่างไรก็ดีหมอวิลเลียมยอมรับว่าเทคนิคการรักษาโรคบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะกดจิตสามารถใช้เป็นเครื่องมือกล่อมคนป่วยให้ยอมรับการชี้นำของหมอได้
และหมอวิลเลียมก็ยังยอมรับต่อไปด้วยว่า
การชี้นำด้วยวิธีการสะกดจิตนั้นสามารถรักษาโรคแก่ผู้ป่วยได้
แต่ต้องเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทหรือจิตประสาทเท่านั้น
ไม่ใช่โรคที่เกี่ยวกับระบบการทำงานหรือเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆในร่างกาย
โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทหรือจิตประสาทที่ว่านี้
จะแสดงผลให้เกิดความพิการทางประสาทรับรู้ต่างๆหรือเกิดเป็นอัมพาตที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างฉับพลัน
ยกตัวอย่างเช่น
ชายคนหนึ่งได้ข่าวว่าจะถูกไล่ออกจากงาน
พอตื่นเช้าขึ้นมาปรากฏว่าตาข้างหนึ่งของเขาเกิดมองอะไรไม่เห็น
หรืออย่างผู้หญิงคนหนึ่งพอรู้ว่าลูกชายติดยาเสพติดเท่านั้นแขนขวาของนางก็เกิดเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้
หมอวิลเลียมเรียกปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้ว่า”คอนเวอร์ชั่น
ฮิสทีเรีย(conversion hysteria)” และบอกด้วยว่าโรคประเภทนี้เองที่พวกหมอพลังลี้ลับรักษาหาย
แต่ความจริงแล้วโรคประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอใครๆก็รักษาได้ทั้งนั้น
แม้แต่หมอวิลเลียมเองก็เคยลองรักษาได้สำเร็จมาแล้วเหมือนกัน
หมอวิลเลียมได้ยกอุทาหรณ์จากกรณีของผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นหญิงชื่อนางหลุยเซซึ่งเกิดอาการเสียงแหบไปเฉยๆหลังจากสามีของนางประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลง
เมื่อไปให้หมอแผนปัจจุบันผู้หนึ่งตรวจหมอบอกว่าเส้นประสาทเสียงของนางยังเป็นปกติไม่มีอะไรบกพร่องแต่ครั้นเวลาผ่านไป
4 ปีอาการกลับหนักมากยิ่งขึ้น เวลาจะพูดกับใครสักทีก็ต้องใช้วิธีกระซิบที่ข้างหู
อยู่มาวันหนึ่งหมอวิลเลียมได้ผ่าตัดถึงน้ำดีให้แก่หญิงผู้นี้
หลังจากผ่าตัดเสร็จเขาก็แสร้งโกหกนางว่า”คุณหลุยเซ
ตอนที่จะผ่าตัดให้คุณนั้นเราได้สอดท่อสายยางลงไปในหลอดลมของคุณเพื่อให้คุณสลบ
ขณะที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น
เผอิญผมสังเกตเห็นเส้นประสาทเสียงของคุณมันทับกันอยู่
ผมจึงจัดการแยกมันออกจากกันไปแล้ว
ผมคิดว่าจุดนี้แหละที่ทำให้คุณเสียงแหบมานานหลายปี ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปผมคิดว่าเสียงของคุณจะกลับคืนมาได้เป็นปกติ”
พอรุ่งขึ้นนางหลุยเซก็ยิ้มแก้มแทบปริที่สามารถพูดได้ด้วยเสียงปกติ
“คุณหมอนี่เก่งจริงๆ”นางหลุยเซกล่าว "ที่เสียงของดิฉันกลับมาได้ก็เพราะคุณหมอเมตตาไปช่วยแยกเส้นประสาทเสียงนั่นออกจากกัน
ขอบพระคุณมากค่ะ”
อย่างไรก็ตามหมอวิลเลียมย้ำว่าการชี้นำก็ดี
การใช้มือของหมอก็ดีไม่มีทางจะไปซ่อมแซมกระดูกที่แตกหักหรือบำบัดรักษาอวัยวะต่างๆที่เป็นโรคให้หายได้
ยิ่งไปกว่านั้นการรักษาโรคที่ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์นั้นก็ยังอาจจะเป็นอันตรายร้ายแรงได้
ถ้าเผื่อว่ามันไปปิดบังอาการของโรคและลวงผู้ป่วยให้เกิดความหลงผิดไปว่าหายจากโรคแล้วไม่ยอมไปรักษากับหมอแผนปัจจุบันได้ทันเวลา
หมอวิลเลียมได้ยกตัวอย่างความโชคร้ายของผู้ป่วยหญิงรายหนึ่ง
ซึ่งได้ไปรักษาอาการปวดหลังกับหมอพลังลี้ลับอยู่นานและเมื่อตอนไปให้หมอวิลเลียมรักษานั้นปรากฏว่ากระดูกสันหลังของนางเป็นมะเร็งและผุพังไปหมดแล้ว
“อาการต่างๆ เช่น เจ็บปวด คลื่นไส้
และวิงเวียนอาจจะเป็นอาการของโรคที่เกี่ยวกับจิตประสาทเฉยๆ” หมอวิลเลียมกล่าวและว่า "แต่อาการเหล่านั้นก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางร่างกายอย่างร้ายแรงได้อีกเหมือนกัน
เมื่อหมอพลังลี้ลับรักษาโรคทางกายชนิดร้ายแรงเหล่านั้นก็เป็นการชะลอเวลาไม่ให้ผู้ป่วยมารับการบำบัดช่วยชีวิตอย่างมีประสิทธิผลจากหมอแผนปัจจุบัน
หมอพลังลี้ลับเหล่านี้จึงไม่ผิดอะไรกับฆาตกร”
สิ่งที่น่าเรียนรู้จากหมอพลังจิต
ถึงแม้ว่าหมอวิลลียมจะโจมตีวิพากษ์วิจารณ์พวกหมอพลังลี้ลับอย่างไรแต่เขาก็ยอมรับว่า
พวกหมอแผนปัจจุบันมีสิ่งที่พึงเรียนรู้จากหมอพลังลี้ลับอยู่มากเหมือนกัน
การที่ผู้ป่วยพากันไปแสวงหาหมอพลังลี้ลับแทนที่จะมาหาหมอแผนปัจจุบันนี้
หมอวิลเลียมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าตนถูกหมอแผนปัจจุบันทอดทิ้งนั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงบางชนิดที่เกินขีดความสามารถของหมอแผนปัจจุบันจะรักษาเยียวยาได้
เช่น โรคมะเร็งกระจายตัวไปแล้วก็ดี โรคผิดปกติทางสมองที่เกิดมาจากกรรมพันธุ์ก็ดี
เมื่อไปหาหมอแผนปัจจุบันพวกหมอแผนปัจจุบันจะบอกว่าตนช่วยเหลืออะไรไม่ได้แล้ว
แต่เมื่อไปหาหมอพลังลี้ลับพวกหมอพลังลี้ลับจะไม่พูดว่า”ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้”แต่จะพูดปลอบใจและให้ความหวังแก่ผู้ป่วย
และอีกอย่างหนึ่งที่หมอวิลเลียมแนะนำให้หมอแผนปัจจุบันเรียนรู้จากหมอพลังลี้ลับคือการให้ความเมตตาปรานีต่อผู้ป่วย
หมอวิลเลียมยังได้แนะนำพวกหมอแผนปัจจุบันไม่ให้เอาแต่ติดยึดในตำราแพทย์ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้เสมอไป
เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่มีความแน่นอนและคงที่อยู่ตลอด
และว่าร่างกายกับจิตใจมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
ผู้ป่วยที่มีศรัทธายึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นพลังสูงส่งของพระเจ้าหรือพลังมือของพวกหมอลี้ลับ
มีโอกาสที่พวกหมอแผนปัจจุบันจะรักษาให้หายจากโรคต่างๆได้มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีศรัทธายึดมั่นอยู่กับสิ่งใดๆเลย
แม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในระยะสุดท้ายซึ่งตำราแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่าไม่มีโอกาสจะรักษาให้หายได้นั้น
หมอวิลเลียมยืนยันว่ามันก็ไม่แน่เสมอไป
คนป่วยอาจจะหายหรือไม่หายก็ได้ทั้งนั้น”บอกผมหน่อยสิ
มีหมอคนใดบ้างที่พูดด้วยความมั่นใจว่าผู้ป่วยไมมีทางหาย”
หมอวิลเลียมเขียนในเชิงท้าทาย”ผมจะได้แสดงให้คุณเห็นว่ามันเป็นความอย่างบรมของเขา”
รักษาโรคทางไปรษณีย์จนเป็นคดีตัวอย่าง
ที่หมอวิลเลียมกล่าวมานี้ก็มีลักษณะคล้ายกับกรณีคำพิพากษาของศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี
ค.ศ. 1902 ซึ่งคดีนี้มีความเป็นมาดังนี้
นาย เจ..เอช. เคลลี
ได้ตั้งสำนักงานรักษาโรคด้วยพลังแม่เหล็กขึ้นแห่งหนึ่งที่มลรัฐมิสซูรีชื่อสำนัก”American School of Magnetic Healing” แล้วประกาศรับรักษาโรคแก่ผู้ป่วยโดยทางไปรษณีย์
เมื่อผู้ป่วยเขียดจดหมายติดต่อมาก็จะกำหนดนัดหมายถึงวันและเวลาที่จะดำเนินการรักษากันก่อน
และเมื่อถึงเวลากำหนดหมอเคลลีก็จะส่งพลังรักษาโรคโดยทางไกลไปถึงผู้ป่วยส่วนผู้ป่วยเองก็ต้องให้ความร่วมมือด้วยการทำจิตให้ว่างเพื่อรอรับพลังรักษาโรคของหมอ
มีผู้สนใจเขียนจดหมายติดต่อไปมากมายวันหนึ่งๆหมอเคลลีได้เงินจากการรักษาประมาณ
1,000-1,6000 เหรียญสหรัฐ
แต่ครั้นต่อมานายไปรษณีย์เมืองนั้นได้สั่งห้ามหมอเคลลีไมให้รักษาโรคทางไปรษณีย์
ด้วยเห็นว่าเป็นพฤติการณ์หลอกลวงประชาชน หมอเคลลีจึงนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลและในที่สุดศาลฎีกาได้ตัดสินให้เขาชนะคดี
ท่านผู้พิพากษารูฟัส
ดับเบิลยู.แพ็คแฮม ได้ตัดสินคดีนี้ด้วยมติของคณะลูกขุนส่วนใหญ่โดยได้แนะนำว่า
รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะไปอนุมานว่าการรักษาโรคทางไปรษณีย์เป็นสิ่งที่ไร้คุณค่าเสียอย่างเดียว
“พลังของจิตที่มีต่อสภาวะทางกายภาพของร่างกายคนเรานั้นมีอานุภาพอย่างยิ่ง”
ท่านผู้พิพากษารูฟัสเขียนไว้ในคำพิพากษา "และสภาพของจิตใจที่ถูกสร้างให้มีความหวังขึ้นมานั้น
ไม่เพียงแต่จะไปช่วยบรรเทาโรคทางกายของผู้ป่วยให้เบาบางลงไปได้เท่านั้น แต่ยังอาจมีอานุภาพถึงขนาดไปบำบัดรักษาโรคนั้นๆให้หายขาดได้ด้วยซ้ำไป”
ในหมู่คนที่ชื่นชมยินดีต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาที่ออกมานั้น
คนหนึ่งน่าจะได้แก่ ดร. ดอรอเรส ครีเกอร์ (Dolores
Krieger) ผู้เป็นนางพยาบาลที่มีการศึกษาสูงถึงระดับปริญญาเอกทางด้านพยาบาลศาสตร์
และมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึงศาสตราจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก
ที่ศาสตราจารย์ ดร.
ดอลอเรสให้ความสนใจการรักษาโรคด้วยพลังมือนั้นก็ด้วยมีความประสงค์จะขยายขอบข่ายวิชาชีพของตนให้กว้างไกลออกไป
และเธอมีความเห็นว่าการรักษาโรคด้วยพลังมือนี้นอกจากจะนำมาใช้ระงับความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วยได้แล้วก็ยังเอื้อประโยชน์ในการใช้เป็นเครื่องมือดึงคนให้มาสนใจประกอบอาชีพพยาบาลกันมากยิ่งขึ้นได้ด้วย
พลังมือเป็นพลังสากลของมนุษย์ทุกคน
เมื่อปี ค.ศ. 1971 ศาสตราจารย์ ดร.ดอลอเรสได้ร่วมมือกับนักวิจัยคณะหนึ่งดำเนินการศึกษาว่า
พลังมือของหมอออสการ์
เอสเทบานีจะมีผลใดๆต่อระดับเซลล์ฮีโมโคลบิน(เซลล์สีแดงในเลือด) ของผู้ป่วยหรือไม่
ผลของการศึกษาก็ปรากฏออกมาในแง่ที่เป็นที่น่าพอใจ กล่าวคือ
ขณะที่หมอออสการ์ใช้มือรักษาโรคแก่ผู้ป่วยอยู่นั้น
เซลล์สีแดงในเลือดซึ่งเป็นตัวการทำให้คนเรามีสุขภาพแข็งแรงได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น
แม้ว่าแพทย์แผนปัจจุบันคนอื่นๆจะตั้งข้อสงสัยในการที่เธอใช้เซลล์ฮีโมโคลบินนี้เป็นตัวแปรและได้อ้างปัญหาทางด้านวิธีการอื่นๆมาโต้แย้งหักล้าง
แต่ศาสตราจารย์
ดร.ดอลอเรสก็ไม่ได้เอนเอียงไปตามคำโต้แย้งนั้น แต่ได้ดำเนินการทดลองอีกแง่มุมหนึ่ง
เพื่อพิสูจน์ต่อไปว่าพลังมือที่ใช้รักษาโรคได้นี้เป็นพรสวรรค์สำหรับคนบางพวกเท่านั้น
หรือว่าเป็นพลังแฝงเร้นที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ในร่างกายและสามารถพัฒนาให้มีเพิ่มมากขึ้นได้
ใอได้ลงมือฝึกฝนอยู่เรื่อยๆ
ศาสตราจารย์ ดร.
ดอลอเรสก็ได้อ้างว่าบัดนี้เธอมีความเชี่ยวชาญในการใช้พลังมือรักษาโรคได้แล้ว
เธอบอกด้วยว่าในตอนที่เคลื่อนไหวมือทั้งสองข้างอยู่เหนือร่างกายของผู้ป่วยอยู่นั้น
เธฮมีความรู้สึกเหมือนมีปฏิกิริยาตอบสนองจากร่างกายของผู้ป่วย
ซึ่งพลังนี้มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนเป็นพลังร้อน บางคนเป็นพลังเย็น
บางคนเป็นพลังซูซ่าเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าดูด
เมื่อเธอเรียนรู้วิธีการที่จะติดต่อกับพลังเหล่านี้ได้แล้วเธอก็สามารถรักษาโรคของผู้ป่วยให้หายได้
ด้วยการใช้พลังจากกายของเธอให้เข้าไปทะลุทะลวงจุดที่พลังเหล่านี้เกิดการอุดตัน
หรือไม่ก็ถ่ายเทพลังของเธอเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย อย่างใดอย่างหนึ่ง
ศาสตราจารย์
ดร.ดอลอเรสเรียกพลังลี้ลับที่สามารถรักษาโรคได้นี้ว่า เทราพิวติก ทัช (Therapeutic Touch) และได้เผยความลี้ลับอันยิ่งใหญ่ที่ยังไม่มีใครล่วงรู้มาก่อนว่า”การใช้มือบำบัดโรคเป็นสิ่งสากลในหมู่มนุษยชาติ
กล่าวคือ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพของพลังนี้อยู่ในตัวเองตามธรรมชาติ
หาได้เป็นพลังที่มีจำกัดอยู่เฉพาะกับคนบางคนแต่อย่างใดไม่”
นับตั้งแต่ทศวรรษหลังปี 1970
เป็นต้นมา ศาสตราจารย์
ดร.ดอลอเรสก็ได้ถ่ายทอดกรรมวิธีรักษาโรคด้วยพลังมอนี้แก่คนอื่นๆจำนวนกว่า 20,000
คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นนักศึกษาพยาบาล และในจำนวนนี้ปรากฏว่าคนที่ไม่มีพลังมือมีเพียงไม่กี่คน
ศาสตราจารย์
ดร.ดอลอเรสเขียนไว้ด้วยความภาคภูมิใจว่า ระบบการรักษาโรคที่เธอคิดค้นขึ้นมาได้ถูกนำไปสอนตามมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆทั่วสหรัฐอเมริการวมกันถึง
80 แห่ง
และได้มีการนำเอาระบบนี้ไปใช้บำบัดโรคแก่ผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆในสหรัฐอเมริกาหลายต่อหลายแห่ง
กับทั้งได้มีการเผยแพร่และนำไปใช้ในประเทศต่างๆทั่วโลกถึง 38 ประเทศ
ศาสตราจารย์
ดร.ดอลอเรสใช้พลังมือรักษาโรคอยู่ในกรอบขอการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเคร่งครัด
ไม่ได้อวดอ้างว่าพลังมือของเธอรักษาโรคได้ราวปาฏิหาริย์
ไม่ได้อ้างว่าใช้พลังมือเข้าไปซ่อมแซมกระดูกที่แตกหัก
และไม่ได้อ้างว่าเอาพลังมือเข้าไปช่วยชีวิตคนหัวใจวาย เป็นต้น
แต่เธอบอกว่าเป็นการใช้พลังมือเพื่อเป้าหมาย
2 อย่าง คือ 1) เพื่อเข้าไปกระตุ้นผู้ป่วยให้เกิดความผ่อนคลาย และ 2)
เพื่อเข้าไปช่วยระงับความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วย
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีส่วนสำคัญยิ่งที่จะนำไปใช้ในกระบวนการรักษาโรคได้หลากหลายชนิดเลยทีเดียว
พลังลี้ลับอยู่นอกเหนือมิติทางวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ดียังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า
การที่ศาสตราจารย์
ดร.ดอลอเลสประสบความสำเร็จในการใช้มือรักษาโรคนี้ได้เป็นเพราะผลมาจากการถ่ายเทพลังมือเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย
หรือว่าเป็นเพราะผลของ”พลาซีโบ(Placebo)” กันแน่
และยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์แบบวิทยาศาสตร์ที่สรุปผลออกมาสนับสนุนอย่างแน่ชัดว่าวิธีการใช้มือของศาสตราจารย์
ดร.ดอลอเรสรวมทั้งวิธีการใช้มือของหมอพลังมืออื่นๆมีผลทางการรักษาโรคได้จริงๆหรือไม่
แต่เรื่องแบบนี้ก็คงยากแก่การพิสูจน์เหมือนกรรมวิธีรักษาโรคแบบลี้ลับอย่างอื่นๆนั่นแหละ
แม้ว่าจะมีแนวโน้มว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้เพราะผลที่ได้จากการศึกษากรณีของหมอเอสการ์
เอสเทบานีนั้นแล้วก็ตาม
แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าการรักษาโรคด้วยพลังลี้ลับต่างๆไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ
ด้วยเหตุผลพียงเพราะไม่มีหลักฐานจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนอย่างเพียงพอเท่านั้น
เราจะต้องแยกให้ออกว่าเรื่องของความลี้ลับและเรื่องของวิทยาศาสตร์อยู่คนละมิติกัน
จะเอาวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์เรื่องลี้ลับย่อมไม่ใช่เรื่องทำได้ง่ายนัก
แม้แต่ศาสตราจารย์ ดร
ดอลอเรสเองก็ได้บอกไว้อย่างน่าฟังว่า "ยิ่งศึกษากระบวนการของการรักษาโรคด้วยพลังลี้ลับเจาะลึกลงไปมากเท่าไร
ก็ยิ่งเกิดความตระหนักมากยิ่งขึ้นว่า
เรามีความเข้าใจกระบวนการรักษาโรคด้วยพลังลี้ลับนี้น้อยลงไปทุกทีๆ”.

No comments:
Post a Comment