อานุภาพบำบัดโรค บทที่ 2
ศิลปะการรักษาโรคแผนโบราณของชาวบุรพทิศ
แม้แพทย์ชาวตะวันตกที่เริ่มคุ้นเคยกับการรักษาโรคด้วยวิธีการฝังเข็มก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าการรักษาโรคด้วยวิธีนี้สามารถใช้บำบัดรักษาคนที่ติดยาเสพติดประเภทเฮโรอินตลอดจนที่ติดยาเสพติดประเภทอื่นๆได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพวกติดสุรา
และติดโคเคน
ยกตัวอย่างเช่น นายแพทย์เบอร์นาร์ด
พิหารี ซึ่งเคยไปดูการรักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็มที่โรงพยาบาลคิงส์ เคาที ฮอสปิตอล
เมืองบรูกิน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า” เท่าที่ผมไปสังเกตการณ์อยู่ถึง 15 ปี ผมกล้าพูดได้เลยว่า
การรักษาโรคด้วยวิธีการฝังเข็มนี้ใช้ได้ดีทีเดียว”
การรักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็มที่นายแพทย์เบอร์นาร์ดกล่าวถึงนี้เป็นศิลปะการรักษาโรคแผนโบราณอย่างหนึ่งของชาวตะวันออก
พวกซินแซหรือหมอจีนโบราณได้ใช้วิธีการนี้กว่า 2500
ปีมาแล้วและถือว่าเป็นวิชาที่สามารถนำไปใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เบียดเบียนมนุษย์ได้หลายต่อหลายโรคด้วยกัน
การฝังเข็มเป็นหนึ่งในหลายวิธีการรักษาโรคของชาวตะวันออกที่เพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันในแถบโลกตะวันตกเมื่อเร็วๆมานี้เอง
ชาวตะวันตกเรียกวิธีการรักษาโรคแบบของชาวตะวันออกเหล่านี้ว่า”การบำบัดโรคทางเลือก”(alternative healing)
ทั้งนี้เพราะพวกแพทย์ชาวตะวันตกยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ว่าวิธีฝังเข็มของชาวตะวันออกนี้จะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้จริงหรือไม่?
ต่อมาความเคลือบแคลงสงสัยนี้ก็มีทีท่าว่าค่อยๆหมดไปด้วยว่ามีแพทย์ตะวันตกหลายรายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะค้นคว้าหาเหตุผลในวิธีการรักษาโรคแบบโบราณของชาวตะวันออกนี้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ก็ด้วยความหวังว่าจะใช้ประโยชน์ในทางผสมผสานวิธีการแบบตะวันออกและแบบตะวันตกให้เข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตามกว่าที่การผสมผสานระหว่างวิธีการของทั้งสองฝ่ายจะเป็นไปได้นั้นก็จะต้องเผชิญกับอุปสรรคขวางกั้นหลายต่อหลายอย่างด้วยกัน
ทั้งนี้เพราะวิธีการรักษาโรคแบบตะวันตกกับแบบตะวันออกไม่ใช่ว่าจะแตกต่างกันเฉพาะในแง่วิชาการเท่านั้น
แต่ยังมีข้อแตกต่างกันในแง่ของปรัชญาอันล้ำลึกอีกด้วย
ปรัชญาที่แตกต่างกัน
พูดง่ายๆก็คือว่า
แพทย์ตะวันตกมุ่งรักษาโรค ส่วนแพทย์ตะวันออกมุ่งรักษาคน
ฝ่ายตะวันตกโยทั่วไปจะมองคนป่วยว่ามีร่างกายอันประกอบด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ที่เกิดการบกพร่องเสียหายและถูกโรคร้ายจากภายนอกเข้ามารุกราน
เพราะฉะนั้นการบำบัดรักษาจึงมุ่งไปที่การซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอในร่างกายของคนป่วย
หรือวินิจฉัยแยกแยะและบำบัดโรคที่รุกรานเข้ามาในร่างกายของคนป่วย
ส่วนแพทย์ชาวตะวันออกเห็นว่า
คนป่วยมิใช่มีแต่เฉพาะร่างกายเท่านั้น ทว่าประกอบด้วยส่วนประกอบถึง 3 ส่วนด้วยกัน
คือ ร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ
องค์ประกอบทั้ง 3
อย่างนี้มีความสำคัญเท่าเทียมกัน
มีสหสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันอย่างต่อเนื่องและเป็นไปโดยสอดประสานกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมภายนอกอีกด้วย
แพทย์ชาวตะวันตกได้เริ่มหันมาสนใจแนวความคิดในการรักษาโรคตามแบบชาวตะวันออกกันมากยิ่งขึ้น
โดยเรียกแนวความคิดนี้ว่า”โฮลิสติก เฮลธ์”(Holistic
Health) แนวความคิดดังว่ามานี้มีรากฐานมาจากการรักษาโรคแบบตะวันออกนี้เอง
แนววิธีการรักษาโรคแบบโบราณของชาวตะวันออก(ซึ่งขณะนี้กำลังแพร่หลายเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่นๆ)
มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและประเทศอินเดีย
โยมีรากหยั่งลึกอยู่ในระบบปรัชญาที่สำคัญๆและในลัทธิศาสนาโบราณของสองประเทศนี้
กล่าวคือ ลัทธิเต๋าในประเทศจีน และศาสนาฮินดูในประเทศอินเดีย
เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่จีนและอินเดียได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณีทางการแพทย์ต่อกัน
ประเพณีและวัฒนธรรมทางการแพทย์ของทั้งสองชาติที่ได้ผสมผสานกันแล้วนี้ก็ยังได้แผ่อิทธิพลทางความคิดในด้านการแพทย์และวิธีการบำบัดรักษาโรคไปถึงคนในประเทศญี่ปุ่น
เกาหลี อินโดนีเซีย ทิเบต เปอร์เซีย(อิหร่าน)
และประเทศต่างๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
แบบแผนในการรักษาโรคแบบโบราณของชาวตะวันออก
ว่าแต่ละประเทศในแถบนี้จะใช้วิธีการปลีกย่อยแตกต่างกันออกไปแต่ก็มีพื้นฐานทางปรัชญาร่วมกัน
คือมองว่าการที่มนุษย์จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงนั้นมิใช่อยู่ที่การบำบัดรักษาโรคให้หมดไปจากร่างกายหากแต่อยู่ที่การประสานลักษณะนิสัยพฤติกรรมตลอดจนความรู้สึกนึกคิดทางด้านศีลธรรมของคนราเข้าด้วยกัน
แนวความคิดดังว่ามานี้มีปรากฏเด่นชัดในปรัชญาจีนโบราณกล่าวคือในปรัชญาของลัทธิเต๋า
พลังหยิน-หยางกับการรักษาโรค
คำว่า”เต๋า” หมายถึง “มรรคา” ได้แก่ กฎเกณฑ์ที่ควบคุมสกลจักรวาล ตามหลักของเต๋านั้นบอกว่า
สกลจักรวาลมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิตย์
และทำหน้าที่ในการสร้างสรรค์และปรับแต่งพลังและศักยภาพต่างๆให้เกิดการสอดประสานกลมกลืนกัน
ถึงแม้สกลจักรวาลจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิตย์ต่ก็เป็นไปอย่างมีระบบ
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สอดประสานกลมกลืน ซึ่งช่วยให้พลังต่างๆที่ขัดแย้งกันนั้นเกิดความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ในที่สุด
พลังที่ขัดแย้งกันนี้คือ พลังหยิน(Yin) และพลังหยาง(Yang)ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นตัวอ่อนของทารกคู่อยู่กลับหัวกลับหางกัน
หยินและหยางเป็นพลังตรงกันข้ามที่มีสหสัมพันธ์เชื่อมโยงประกอบกันเป็นสกลจักรวาล
เช่น ความสว่าง-ความมืด,เพศชาย-เพศหญิง, ฟากฟ้า-แผ่นดิน เป็นต้น
ว่าตามหลักของลัทธิเต๋าแล้วพลังหยินและหยางว่าที่จริงไม่ได้หักล้างซึ่งกันและกันแต่ช่วยให้ลักษณะต่างๆเกิดการประสมกลมกลืนเกื้อกูลต่อกัน
แต่ละพลังพึ่งพาอาศัยกันและต่างก็มีเชื้อของกันและกันติดตัวอยู่ พลังหยินและพลังหยางจะไหลไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ไม่มีวันหมดวันสิ้นทำให้สกลจักรวาลเกิดความกลมกลืนกัน
แนวความคิดเกี่ยวกับหยินและหยางนี้ช่วยให้เราได้เข้าใจระบบการรักษาโรคของชาวตะวันออกได้ดีขึ้น
คือขาวตะวันออกมีความเห็นว่ามนุษย์เป็นสิ่งเล็กๆที่เรียกว่าไมโครโซมของสกลจักรวาลอันประกอบด้วยพลังจักรวาลที่ขัดแย้งกันและอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกับจักรวาล
การที่มนุษย์มีสุขภาพแข็งแรงนั้นก็เพราะว่าร่างกาย
จิตใจ
และวิญญาณของมนุษย์เกิดการผสมผสานระหว่างหยินกับหยางทุกอย่างเกิดภาวะสมดุลและมีการทำงานที่ผสมกลมกลืนกัน
หากมีส่วนใดที่หันเหออกไปจากหนทางที่ว่านี้
ส่วนนั้นก็จะไปขัดขวางการหลั่งไหลของพลังธรรมชาติและระบบของสกลจักรวาล
เมื่อนั้นจะเกิดปัญญาต่างๆขึ้นมา คือ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
และโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นมานี้ก็ไม่ใช่ผลของบาปตามแนวความคิดของชาวตะวันตก
หากแต่เป็นผลของการฝ่าฝืนหรือเบี่ยงเบนไปจากสกลจักรวาล
ความสมดุลระหว่างหยินกับหยางในร่างกายของมนุษย์อาจสูญเสียไปได้
เพราะพลังด้านใดด้านหนึ่งมีมากหรือน้อยเกินไป หรือเพราะเกิดจากการไปปิดกั้นการหลั่งไหลของพลังสำคัญที่เชื่อมโยงหล่อเลี้ยงตามส่วนต่างๆของร่างกาย
เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ขึ้นมาหน้าที่ของแพทย์ก็คือการช่วยเหลือคนป่วยให้สามารถปรับสภาวะร่างกายให้สอดคล้องกับระบบของจักรวาล
ด้วยเหตุนี้เมื่อพูดถึงอาการของคนป่วยแพทย์ชาวตะวันออกจะไม่นิยมช้ำว่า”สุขภาพแข็งแรง”และ”เป็นโรค”หากแต่จะใช้คำว่า”มีความกลมกลืน”และ”เสียความกลมกลืน” นี่ก็คือการยึดถือหลักว่าความกลมกลืนเป็นสภาวะธรรมชาติของสรรพสิ่งนั่นเอง
แนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน
พวกแพทย์จีนสมัยโบราณไม่เหมือนกับแพทย์ชาวตะวันตก
คือจะได้รับค่ารักษาโรคก็ต่อเมื่อสามารถทำให้คนป่วยมีสุขภาพแข็งแรงแล้วเท่านั้น
และจะไม่รับค่ารักษาถ้าคนป่วยไม่หายจากโรคนั้นๆแนวปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการมีสภาวะกลมกลืนในร่างกายก็เท่ากับว่ามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงนั่นเอง
เพราะฉะนั้นแพทย์จีนจึงต้องทำหน้าที่ช่วยให้คนป่วยเกิดสภาวะกลมกลืนในร่างกายซึ่งก็คือหายจากโรคโดยเร็วและไม่ให้กับมาเป็นโรคนั้นอีกต่อไป
แม้แต่แพทย์จีนสมัยใหม่จะได้รับการฝึกหัดทางการแบบตะวันตกมาอย่างไรก็ยังคงยึดถือหลักที่ว่ามีหน้าที่ช่วยคนป่วยให้เกิดภาวะกลมกลืนระหว่างร่างกาย
จิตใจและวิญญาณ มิได้มุ่งไปที่การรักษาโรค หากแต่จะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดจากโรคนั้นๆ
จึงเป็นแนวทางการรักษาโรคที่แตกต่างไปจากแนวปฏิบัติของแพทย์ชาวตะวันตกอย่างเช่นได้ชัด
การรักษาโรคแบบชาวตะวันตกมีข้อแตกต่างจากชาวตะวันออกอีกจุดหนึ่ง
ก็คือ
แบบชองชาวตะวันตกคุ้นเคยและถนัดกับการใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ๆและไม่ได้อิงอาศัยรากฐานทางด้านอภิปรัชญา
ส่วนการรักษาโรคแบบชาวตะวันออกมีรากฐานอยู่ที่ความเชื่อมั่นในหลักลัทธิศาสนาและปรัชญาอย่างเหนียวแน่น
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถนำมาอธิบายถึงข้อแตกต่างระหว่างระบบการรักษาโรคของทั้งสองฝ่ายนั้นได้อีก
คือ การแพทย์ของฝ่ายตะวันตกมีรากฐานมาจากความรู้เกรี่ยวกับกายวิภาคมนุษย์
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่ได้จากการผ่าตัดและชำแหละศพของคนตาย
ที่ทำให้สามารถมองเห็นอวัยวะส่วนต่างๆภายในร่างกายของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ส่วนในประเทศจีนและในประเทศอินเดียสมัยโบราณนั้น
มีข้อห้ามมิให้ทำการผ่าตัดชำแหละศพของคนตาย
ในประเทศจีนการผ่าตัดชำแหละศพของคนตายถือกันว่าเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นบรรพบุรุษของคนตายอย่างร้ายแรง
คนจีนเพิ่งจะเริ่มศึกษาเรื่องกายภาคของมนุษย์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 มานี้เอง
ยิ่งไปกว่านั้นทั้งในประเทศจีนประเทศอินเดียการผ่าตัดร่างกายมนุษย์กระทำกันอย่างประปรายและจะใช้เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อรักษาโดยวิธีอื่นไม่ได้ผลเท่านั้น
ความรู้เรื่องกายภาคมนุษย์พวกแพทย์จีนและแพทย์อินเดียได้มาจากการสังเกตร่างของสัตว์บ้าง
จากการสังเกตเวลาทำการรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสงครามบ้าง
นอกจากความรู้ที่ได้โดยวิธีดังกล่าวนี้แล้วพวกแพทย์ชาวตะวันออกก็ได้อาศัยการสังเกตจากอาการภายนอกที่จะสะท้อนให้เห็นการทำงานของระบบภายในร่างกายของคนเรา
ตลอดจนอิงอาศัยความเชื่อทางด้านอภิปรัชญาที่สอนไว้ว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งสะท้อนของระบบสกลจักรวาลที่ยิ่งใหญ่กว่า
ยกตัวอย่างเช่น
การรักษาโรคแบจีนเขาถือว่าในร่างกายของคนเรามีอวัยวะที่เป็นของ”ตัน” หรือ”หยิน”
อยู่ 6 อย่างด้วยกัน(คือ หัวใจ,ปอด,ตับ,ไต,พังผืด,และถุงหุ้มหัวใจ) อวัยวะทั้ง 6
อย่างนี้ทำหน้าที่สร้างภาวะสมดุลให้แก่อวัยวะส่วนใหญ่ที่เป็นของ”กลวง” หรือ”หยาง”อีก 6 ชนิด(คือ ไส้น้อย, ไส้ใหญ่, ถุงน้ำดี, กระเพาะปัสสาวะ,ท้อง
ละอวัยวะที่เรียกว่า”เครื่องทำความอุ่น 3 อย่าง” ซึ่งคนจีนโบราณถือว่าเป็นศูนย์กลางใหญ่ 3 ศูนย์อยู่ในร่างกายมนุษย์)
นอกจากนั้นแล้วก็ยังเชื่อด้วยง่า
อวัยวะแต่ละอย่างถูกควบคุมด้วยเบญจธาตุ หรือพลัง 5 อย่าง
ซึ่งประกอบกันเป็นสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ในสภาวะสมดุลกันของจักรวาล คือ ไฟ, ไม้, ดิน, โลหะ, และน้ำ
แพทย์จีนบอกว่า ธาตุหรือพลังทั้ง 5
นี้ทำงานเป็นระบบอย่างถาวรในธรรมชาติ
และแม้แต่ในร่างกายของคนเราก็มีระบบการทำงานตามรูปแบบเดียวกันนี้เอง
พลังชีวิต
อะไรคือกลไกที่ไปทำให้ร่างกายมีชีวิต? แพทย์จีนตอบคำถามนี้ว่า
สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของปรากฏการณ์ทุกอย่าง ก็คือ
พลังชีวิตที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เป็นพลังที่ช่วยให้จักรวาลและมนุษย์มีชีวิตขึ้นมา
ในตัวมนุษย์นั้นพลังชีวิตที่ว่านี้จะไหลผ่านทางร่างกาย จิตใจ
และวิญญาณเพื่อไปสร้างพลังและควบคุมสายโยงใยการทำงานของทั้งสามสิ่งนี้
แพทย์จีนทั้งในอดีตและปัจจุบันบอกด้วยว่า
พลังลึกลับที่ว่านี้มีชื่อเรียกว่าพลัง”ฉี”
หรือ”กี”(CHI หรือ QI)
เป็นพลังจักรวาลที่ไหลเข้าสู่ร่างกายโยผ่านทางระบบ”เส้นเอ็น”ต่างๆที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้
ระบบเส้นเอ็นที่ว่านี้มีระโยงรยางค์เชื่อมถึงกันเหมือนกับระบบชลประทาน
ทำหน้าที่บำรุงเลี้ยงร่างกายและจิตใจ
ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้มีความเกี่ยวโยงถึงกันและกัน
ระบบเส้นเอ็นนี้เชื่อว่าทำหน้าที่เชื่อมโยงร่างกายภายนอกเข้ากับร่างกายภายใน
และก็เป็นตัวเชื่อมโยงอวัยวะสำคัญๆทั้งหมดในร่างกายเข้ากับอวัยวะส่วนย่อยๆอื่นๆ
เมื่อระบบเส้นเอ็นไม่มีอะไรมาปิดกั้นพลัง”ฉี”นี้ก็จะเลื่อนไหลไปได้โดยอิสระ
ทำให้คนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและเมื่อสามารถทำให้พลังงาน”ฉี”กระจายตัวได้อย่างเหมาะสมก็เชื่อกันว่าจะช่วยต้านทานโรคต่างๆได้
แต่ถ้าพลัง”ฉี”นี้ถูกปิดกั้นหรือเกิดสูญเสียภาวะสมดุลในการเลื่อนไหลเมื่อใด
เมื่อนั้นก็จะส่งผลให้คนเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาได้
กล่าวกันว่า เส้นเอ็น”ปกติ”ในร่างกายมนุษย์มีอยู่ 12
ด้วยกัน ทุกเส้นจะสิ้นสุดที่นิ้วเท้าและนิ้วมือ
แต่ละเส้นมีความเกี่ยวโยงกับอวัยวะภายในอย่างใดอย่างหนึ่งโยเฉพาะและเรียกชื่อตามอวัยวะส่วนนั้นๆเช่น
เส้นหัวใจ เส้นตับ เป็นต้น
นอกจากเส้นเอ็นปกติทั้ง 12
เส้นนี้แล้ว ก็ยังมีเส้นเอ็น”พิเศษ”อีก 8 ชนิดและเส้นเอ็นอื่นอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่โยงใยถึงกันทั้งสิ้น
ตามระบบโยงใยของเส้นเอ็นต่างๆเหล่านี้นี่เองที่แพทย์จีนโบราณบอกว่าจุดที่จะฝังเข็มได้มีถึง
365 จุดด้วยกัน ซึ่งเมื่อฝังเข็มลงไปแล้วก็จะช่วยให้พลัง”ฉี”เลื่อนไหลไปตามเส้นเอ็นต่างๆเป็นปกติได้
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีนเมื่อปี
ค.ศ. 1949 แล้ว มีการค้นพบจุดที่ใช้ฝังเข็มเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน้อย 40 จุด
ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ให้เงินสนับสนุนนักวิจัยทำการค้นหา
ด้วยการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ตรวจจับปฏิกิริยาไฟฟ้าของผิวหนังที่มีต่อกระแสแม่เหล็กไฟฟ้า
เครื่องมือไฟฟ้าชนิดนี้สามารถตรวจพบว่าจุดที่ฝังเข็มได้นั้นจะมีปฏิกิริยาทางไฟฟ้ารุนแรงกว่าจุดที่ฝังเข็มไม่ได้ตามผิวหนัง
การฝังเข็ม
การรักษาโรคด้วยการฝังเข็มนี้ใช้ระบบเครือข่ายของเส้นเอ็นเป็นพื้นฐานในการรักษาโรค
กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องฝังเข็มลงตรงจุดที่เกิดการอุดตันหรือเกิดเสียภาวะสมดุลตรงๆ
แต่จะใช้วิธีฝังที่จุดใดจุดหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือเชื่อมโยงกับส่วนที่ต้องการบำบัดรักษา
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อฝังเข็มที่นิ้วเท้าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นม้าม
ก็จะมีผลกระทบถึงจุดอื่นๆอีก 20 จุดของเส้นม้ามนี้ด้วย
กล่าวคือ
จากนิ้วเท้าจะมีเส้นผ่านไปที่ขาและผ่านต่อไปที่สะโพก ท้อง หน้าอก และรักแร้
ตามลำดับ
เพาะฉะนั้นการฝังเข็มเพียงจุดเดียวจึงส่งผลไปยังจุดอื่นๆอีกหลายจุดแม้ว่าจุดนั้นๆจะอยู่ห่างไกลจากจุดที่ฝังเข็มนั้นก็ตาม
ในทางทฤษฎีนั้นการฝังเข็มจะไปช่วยกระตุ้นการไหลของพลังกีหรือฉี
หรือไม่ก็ไปช่วยควบคุมพลังกีหรือฉีที่ไหลออกมามากเกินไป
แพทย์ผู้ทำการรักษาจะต้องตรวจดูอาการของคนป่วยก่อนจึงจะตัดสินใจได้ว่าควรใช้กระบวนการใดและควรจะปฏิบัติการเช่นไร
ในการบำบัดรักษานั้นแพทย์จะต้องมีความรู้ในเรื่องเครือข่ายของเส้นเอ็นต่างๆอย่างละเอียดลึกซึ้ง
เข้าใจถึงปฏิกิริยาของเส้นเอ็นต่างๆตามหลักการรักษาแผนโบราณของจีน
ตลอดจนมีความชำนิชำนาญในการใช้มือสอดเข็มเข้าไปอย่างถูกกรรมวิธีและไม่ให้เกิดความเจ็บปวดแก่คนป่วย
การฝังเข็มจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง
เช่น ขนาดของเข็มที่ใช้ ความลึกของเข็มที่ฝังเข้าไป
ระยะเวลาที่ให้เข็มคงอยู่ในร่างกาย ตลอดจนวิธีการหมุนเข็ม เป็นต้น
ขณะที่ทำการฝังเข็มนั้นก็จะมีกรรมวิธีอีกหลายอย่างทำพร้อมๆกันไปด้วย
ที่นิยมทำกันมากอย่างหนึ่ง คือการใช้สมุนไพรมาจุดไฟรม
ซึ่งก็เป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและจุดต่างๆในร่างกายอีกเช่นกัน
คือเขาจะใช้สารจากสมุนไพรอย่างหนึ่งมาประกบไว้กับเข็ม
หรือไม่เช่นนั้นก็ปั้นสมุนไพรเป็นก้อนกลมๆวางบนที่รองอีกทีหนึ่ง
แล้วนำไปทาบลงบนผิวหนังตรงจุดที่จะฝังเข็ม
จากนั้นก็จะเอาไฟเผาสมุนไพรให้เกิดความร้อนส่งผ่านทางเครื่องรองไปยังจุดที่จะฝังเข็มอีกทีหนึ่ง
แต่ที่นิยมทำกันมากคือปั้นสมุนไพรเป็นแท่งเหมือนซิการ์
เอาไฟจุดปลายแล้วเอามารมตรงจุดที่จะฝังเข็ม
นักฝังเข็มสมัยใหม่บางครั้งก็ไม่ใช้เข็มแบบโบราณแต่จะใช้สิ่งอื่นมากระตุ้นแทนเข็ม
เช่น ใช้กระแสไฟฟ้า ใช้คลื่นอุลตราโซนิกและใช้แสงเรเซอร์ เป็นต้น
เทคนิคต่างๆที่ใช้ร่วมกับวิธีการแบบใหม่ๆนี้
ได้แก่ การใช้มือหรือนิ้วมือกดเหนือจุดที่จะฝังเข็ม
หรือไม่เช่นนั้นก็ใช้วิธีฉีดสารบางชนิดเข้าไปที่จุดนั้น
การฝังเข็มรักษาโรคแบบจีนนี้
เชื่อกันว่าสามารถบำบัดโรคและความบกพร่องในร่างกายมนุษย์เราได้สารพัดโรคเลยทีเดียว
ทั้งนี้ก็โดยมีรากฐานมาจากความเชื่อในเรื่องพลังกีหรือฉีที่ว่าเป็นแหล่งกำเนิดความมีสุขภาพแข็งแรงของคนเรา
การฝังเข็มนี้เชื่อกันว่าจะไปช่วยฟื้นฟูความกลมกลืนทางด้านสุขภาพให้แก่คนที่ระบบในร่างกายมีความบกพร่องจนเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา
แต่ในหมู่แพทย์ชาวตะวันตกยังไม่มั่นใจว่าวิธีฝังเข็มจะสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด
ดังที่แพทย์ฝ่ายตะวันออกกล่าวอ้างเอาไว้นั้น
อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกระบุไว้ว่ามีโรคประมาณ
40 ชนิดสามารถใช้การฝังเข็มบำบัดรักษาได้ เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ
โรคท้องร่วง และโรคกระเพาะอักเสบ เป็นต้น
แต่ในวงการแพทย์ตะวันตกยังมีทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องประสิทธิผลของการรักษาโรคด้วยการฝังเข็ม
พวกหนึ่งเชื่อตามคำกล่าวอ้างของแพทย์แผนโบราณจีนว่าการฝังเข็มเพียงอย่างเดียวสามารถรักษาโรคหายได้โดยไม่ต้องอาศัยการบำบัดรักษาอย่างอื่น
ส่วนอีกพวกหนึ่งก็โต้แย้งว่าเป็นเรื่องหลอกลวงกันทั้งนั้น
แต่ในหมู่แพทย์ที่มีความเห็นสุดโต่งทั้งสองข้างนี้ก็มีแพทย์อีกหลายคนที่มีความเห็นเป็นกลางๆว่า
การฝังเข็มจะมีผลทางการรักษาได้ก็ต่อเมื่อได้ใช้การบำบัดรักษาทางกายและทางใจผสมผสานไปพร้อมๆกัน
บางพวกก็บอกว่าที่การฝังเข็มมีผลในทางบำบัดรักษานั้นก็เพราะผลของการพูดขี้นำหรือการสะกดจิตให้คนป่วยมีความเชื่อว่าตนได้รับการบำบัดรักษาแล้ว
ซึ่งผลอันนี้พวกแพทย์จีนโบราณอาจจะไม่รู้หรือนึกไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้
แพทย์อเมริกันส่วนใหญ่จะใช้วิธีการฝังเข็มเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน
ปวดศีรษะ ปวดประสาท ปวดตามข้อ และปวดกล้ามเนื้ออันเป็นผลมาจากโรคไขข้ออักเสบ
แต่ก็มีแพทย์บางคนใช้ในเวลาผ่าตัดเสริมสวย
เช่น ดึงหน้า เป็นต้น และก็มีบางคนพยายามใช้รักษาคนป่วยที่ติดบุหรี่
คนป่วยที่เป็นโรคอ้วน โรคนอนไม่หลับ โรคเครียด และแม้กระทั่งโรคจิตเภท
มีแพทย์คนหนึ่งที่นครนิวยอร์กใช้วิธีฝังเข็มร่วมกับวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่
เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ซึ่งแพทย์ผู้นี้บอกว่า การฝังเข็ม”เป็นวิธีการบำบัดที่ดีที่สุด
มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงและเกิดอาการแทรกซ้อนน้อยมาก
เป็นวิธีการที่ควรใช้ก่อนวิธีการอื่นใดทั้งหมด”
แพทย์ตะวันตกบางคนแม้จะเชื่อว่าการฝังเข็มมีสรรพคุณในการบรรเทาความเจ็บปวดได้
แต่ก็เชื่อว่ามีเหตุผลอย่างอื่นนอกเหนือไปจากที่ชาวจีนบอกไว้ว่าเป็นการสร้างความกลมกลืนระหว่างพลังจักรวาล
เช่น เมื่อปลายทศวรรษปี 1970
นักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกได้ค้นพบว่า
สมองของคนเราจะผลิตสารเคมีบางชนิดรวมทั้งสารเอ็นคีฟาลินส์ และสารเอ็นโดร์ฟินส์
ซึ่งเป็นสารที่มีปฏิกิริยาเช่นเดียวกับมอร์ฟีน
สารที่ว่านี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายของคนเรา
และมีคุณสมบัติสามารถระงับความเจ็บปวดและเป็นสารกล่อมประสาท
ศาสตราจารย์โยเซฟ นีดแฮม(Joseph Needham) นักชีวเคมีและนักสรีรวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประเทศอังกฤษ
ซึ่งวารสารนิวยอร์ก รีวิว ออฟ บุคส์ ขนานนามว่า “ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจีนวิทยา”ได้กล่าวว่า
การฝังเข็มจะไปช่วยกระตุ้นระบบประสาทให้ปล่อยสารระงับปวดที่มีตามธรรมชาติเหล่านี้ออกมา
หากทฤษฎีนี้(ซึ่งขณะนี้นักวิจัยอื่นๆทั่วโลกก็กำลังศึกษาค้นคว้ากันอยู่)
เป็นความจริงก็เป็นการสนับสนุนข้อที่ว่าการฝังเข็มเป็นอาวุธที่มีศักยภาพในการควบคุมความเจ็บปวดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อทางปรัชญามาสนับสนุน
นอกจากนั้นแล้วทฤษฎีนี้ก็ยังใช้อธิบายข้อที่ว่าทำไมเทคนิคการฝังเข็มจึงใช้บำบัดคนป่วยที่ติดยาเสพติดได้ด้วย
กล่าวคือ
การฝังเข็มจะไปช่วยกระตุ้นสารนอนหลับตามธรรมชาติที่สูญเสียไปเมื่อสารยาเสพติดบางอย่างเช่นเฮโรอินเป็นต้นถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย
นายแพทย์ อี. เกรย์ ไดมอนด์(Dr.E. Gray Diamond) คือหนึ่งในแพทย์ชาวตะวันตกอีกหลายๆคนที่ได้เคยไปเห็นการใช้วิธีการฝังเข็ฒเพื่อระงับความเจ็บปวด
นายแพทย์ไดมอนด์ผู้นี้เป็นหัวหน้าภาควิชาสุขศาสตร์ที่วิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยมิสซูรี
เมื่อปี ค.ศ. 1971 เขาได้ไปเยือนประเทศจีนและได้ไปดูการผ่าตัดที่ใช้เข็มฝังลงไปเพื่อระงับความเจ็บปวดแก่คนป่วยถึง
10 รายด้วยกัน
เช่น
ในการผ่าตัดครั้งหนึ่งคนป่วยเป็นชายเข้ารับการผ่าตัดปอดออกครึ่งหนึ่ง
ทั้งนี้โดยแพทย์ใช้เข็มเพียงเล่มเดียวฝังและหมุนที่แขนข้างซ้ายของคนป่วยเท่านั้นเอง
นายแพทย์ไดมอนด์บอกว่า”หน้าอกของคนป่วยถูกผ่าออกกว้าง
ผมแลเห็นหัวใจของเขาเต้นขึ้นเต้นลง
ตลอดเวลาคนป่วยรายนี้มีสติสัมปชัญญะอยู่อย่างบริบูรณ์
และยังพูดกับพวกเราด้วยความร่าเริง เมื่อผ่าตัดไปได้ครึ่งทางคนป่วยบ่นว่าหิว
คณะแพทย์เลยหยุดผ่าตัดแล้วไปเอาผลไม้กระป๋องมาเปิดให้รับประทาน”
ความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่
ถึงแม้นายแพทย์ไดมอนด์จะยืนยันความสำเร็จในการผ่าตัดด้วยการฝังเข็มอย่างชัดถ้อยชัดคำเช่นนี้แล้วแต่แพทย์ชาวตะวันตกอีกหลายต่อหลายคนก็ยังบอกว่าการฝังเข็มช่วยให้คนป่วยไม่เจ็บปวดได้นั้นเป็นเพราะปรากฏการณ์การใช้จิตเหนือวัตถุ
ซึ่งอาจจะเป็นในรูปการสะกดจิต หรือไม่ก็เกิดจากปฏิกิริยา”พลาซีโบ” อย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งหากเป็นกรณีของพลาซีโบบางทีแค่ให้คนป่วยเกิดความเชื่อขึ้นมาเท่านั้นก็ส่งผลไปช่วยรักษาโรคได้จริงๆ
อย่างที่นายแพทย์นีดแฮมได้ค้นพบเมื่อเร็วๆนี้ว่าผลของพลาซีโบอาจจะมีบทบาทไปกระตุ้นให้ประสาทขับสารเคมีเอ็นโดร์ฟินส์และสารเคมีระงับปวดอื่นๆออกมาได้
ชาวตะวันตกที่โต้แย้งเรื่องการฝังเข็มมักจะไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีทางปรัชญาที่เป็นรากฐานทางการรักษาโรคด้วยวิธีนี้
แต่เขาจะไม่โต้แย้งในเรื่องประสิทธิผลของการรักษาหากแต่จะหาเหตุผลอื่นมาหักล้างทฤษฎีทางปรัชญาเท่านั้น
แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกบางคนอีกเหมือนกันที่โต้แย้งอย่างหัวชนฝาเลยว่าการฝังเข็มไม่มีผลอะไรขึ้นมาเลย
คนหนึ่งที่วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนักหน่วงคือ ดร.ปีเตอร์
สคราบาเน็คแห่งโรงพยาบาลแมเธอร์ ไมเคอริคอร์เดียร์ เมืองดับลิน ได้กล่าวโจมตีว่า
ทฤษฎีการรักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็มเคยมีมาอย่างใดก็เป็นไปอย่างนั้น
ไม่ได้มีการพัฒนานับพันๆปีมาแล้ว”เป็นวิธีการที่โบราณคร่ำครึ
แถมยังรักษาโรคอะไรไม่ได้อีกต่างหาก”
ดร.ปีเตอร์กล่าวเช่นนี้ก็ด้วยการนำไปเปรียบเทียบกับการแพทย์สมัยใหม่ของชาวตะวันตกที่ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเมื่อได้มีการค้นพบในสิ่งใหม่ๆ
ส่วนแนวทางรักษาโรคแบบของชาวตะวันออกเป็นสิ่งที่หยุดอยู่กับที่และยึดเอาแนวทางปรัชญาเก่าๆว่าเป็นความจริงอย่างสมบูรณ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาใหม่เลย
นอกจากนั้นแล้ว
ดร.ปีเตอร์ยังบอกด้วยว่าการฝังเข็มไม่สามารถวัดผลได้อย่างเด็ดขาดแน่นอนและคนที่ยึดถือเรื่องนี้ก็มีความเชื่อในสิ่งที่ลี้ลับอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนไม่รู้จักใช้เหตุผลคิดกันเสียบ้างเลย
ส่วนที่รัฐบาลจีนให้ตัวเลขว่าการฝังเข็มสามารถรักษาโรคได้ถึง
99% นั้นก็”เป็นเรื่องนวนิยายพอๆกับผลของการเลือกตั้งในประเทศเผด็จการทั้งหลาย”
การตั้งข้อสังเกตของ ดร.ปีเตอร์ดังกล่าวก็สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตของนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกอีกหลายคนที่บอกว่า
เมื่อเทียบกับมาตรฐานในแบบของตะวันตกแล้ว
การรักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็มและแบบอื่นๆที่ชาวตะวันออกนิยมทำกันอยู่นั้นไม่มีการพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ว่ามีผลในทางรักษาโรคได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตามก็มีผู้โต้แย้งคำวิจารณ์เกี่ยวกับประสิทธิผลของการฝังเข็มดังกล่าว
เช่นข้อที่ผู้วิจารณ์บอกว่าการฝังเข็มที่มีผลทางการรักษาก็เพราะใช้วิธีสะกดจิตหรือใช้วิธีการชี้นำอย่างใดอย่างหนึ่ง
คำวิจารณ์ประเด็นนี้ค้านกับการฝังเข็มกับสัตว์ที่คนกำลังนิยมทำกันอยู่ในปัจจุบัน
เพราะว่าสัตว์ถูกชี้นำให้เชื่อได้ยาก นักฝังเข็มที่ศูนย์รักษาสัตว์ป่าที่ฟอร์ต
เลาเตอร์เดล มลรัฐฟลอริดา ให้คำยืนยันว่า
การรักษาสัตว์ที่ไม่สามารถพูดชี้นำให้เชื่อว่ามันจะได้รับการรักษาให้หายจากโรคได้นี้
เป็นข้อพิสูจน์เป็นอย่างดีว่าการฝังเข็มมีผลทางด้านสรีรวิทยาในร่างกายจริง
สัตวแพทย์บางคนก็เช่นเดียวกับแพทย์รักษาคนจะใช้การฝังเข็มเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้แก่สัตว์
ตัวอย่างเช่น สัตวแพทย์ผู้หนึ่งที่ซาดิเอโกนิยมใช้วิธีการรักษาโรคแบบตะวันออกเมื่อทำการรักษาโรคไขข้อให้แก่สัตว์
โดยจะใช้วิธีฝังเข็มยิ่งกว่าการฉีดฮอร์โมนเข้าไป
เพราะวิธีฉีดฮอร์โมนเข้าไปนั้นจะเกิดผลข้างเคียงในทางลบ เช่น ทำให้สัตว์กระดูกผุ
ขนร่วง และกล้ามเนื้อเหลว เป็นต้น
ส่วนข้อโต้แย้งทฤษฎีการฝังเข็มที่ใช้กับมนุษย์ที่บอกว่าเป็นการสะกดจิตอย่างหนึ่งนั้น
พวกที่สนับสนุนการฝังเข็มก็ได้แย้งว่าคนป่วยหากถูกสะกดจิตจริงจะต้องมีอาการสะลึมสะลือง่วงเหงาหาวนอน
แต่ในกรณีคนป่วยที่ถูกฝังเข็มโยทั่วไปแล้วจิตใจยังกระฉับกระเฉงแจ่มใสอยู่เหมือนเดิมไม่เหมือนกับคนที่ถูกสะกดจิต
และที่โต้แย้งว่าการฝังเข็มขาดรากฐานทางด้านประจักษ์นั้นฝ่ายที่สนับสนุนการฝังเข็มก็บอกว่าการรักษาโรคด้วยวิธีนี้ได้ผ่านการสังเกตตรวจสอบและจดบันทึกไว้ในตำรับตำรานานนับพันๆปีมาแล้ว
ซึ่งตำรับตำราแพทย์เหล่านี้ก็ได้สรุปไว้เป็นที่แน่ชัดว่าการฝังเข็มรักษาโรคใดได้บ้างและรักษาโรคใดไม่ได้บ้าง
ถึงแม้ว่าหลักฐานจากตำรับตำราเหล่านี้จะไม่ใช่หลักฐานในเชิงประจักษ์แบบของชาวตะวันตกแต่ก็เป็นหลักฐานในเชิงสถิติได้เป็นอย่างดี
แม้แต่เรื่องระบบเส้นเอ็นต่างๆที่ฝ่ายตะวันออกพูดว่ามีอยู่ในร่างกายของคนเรานั้น
ก็มีผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกบางคนมีความเห็นในเชิงสนับสนุน เป็นต้นว่า ดร.โรเบิร์ต
ดี เบคเกอร์ ซึ่งเป็นแพทย์และเป็นนักเขียนวิทยาการทางการแพทย์ชาวอเมริกัน
ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับการสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายของคนเรา
แล้วได้สร้างทฤษฎีหนึ่งขึ้นมาว่า
คนเราจะมีสุขภาพแข็งแรงเมื่อพลังแม่เหล็กไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายอย่างได้สมดุล
จากผลการศึกษาค้นคว้าของนายแพทย์โรเบิร์ตผู้นี้พบว่า
ตรงจุดที่ถูกฝังเข็มจะแสดงปฏิกิริยาทางไฟฟ้าสูงมาก
และปฏิกิริยานี้จะไปกระตุ้นพลังแม่เหล็กไฟฟ้าให้ไหลเข้าไปสู่ระบบประสาทส่วนกลาง
นายแพทย์โรเบิร์ตกล่าวด้วยว่าจากการค้นพบนั้นก็เป็นหลักฐานที่พอพิสูจน์ได้ว่าการฝังเข็มก่อให้เกิดระบบพลังงานอย่างหนึ่งได้จริง
ผู้เชี่ยวชาญที่มีแนวความคิดแบบกลางๆมีความเห็นว่าที่แนวการรักษาโรคแบบตะวันออกและแบบตะวันตกเข้ากันไม่ได้นั้นก็เพราะอุปสรรคทางด้านวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกันนั่นเอง
กล่าวคือ แพทย์ชาวตะวันตกคุ้นเคยและติดอยู่กับศัพท์ภาษากรีกและภาษาละตินมาก
จึงทำให้ยากที่จะเข้าใจระบบการวินิจฉัยโรคแบบจีนที่ใช้ภาษาแตกต่างออกไป เช่น “ไฟธาตุภายใน,เลือดอ่อนแรง”
หรือ “ลมภายใน,เสลดมาก”
เป็นต้น
แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วการวินิจฉัยโรคของทั้งสองระบบก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนัก
ตัวอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร.แบร์รี
คะฮาน (Professor Barry Kahan)แห่งวิทยาลัยการแพทย์
มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมืองฮุสตัน ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
ระบบหยิน-หยางมีหลายอย่างที่มีลักษณะคล้ายๆกับวิชาการแพทย์ของตะวันตก
ตัวอย่างเช่น
ในการควบคุมกลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเรา
ตัวเซลล์ซัพเพรสเซอร์(suppressors) ก็คือหยิน
ส่วนตัวเซลล์เฮลเปอร์(helpers) ก็คือหยางซึ่งทั้งสองเซลล์อยู่ตรงกันข้ามแต่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน
เมื่อจำนวนเซลล์ทั้งสองตัวเกิดเสียภาวะสมดุลเมื่อใดคนเราก็จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บเมื่อนั้น
“สำหรับผมแล้วลักษณะที่น่าสนใจมากที่สุดเกี่ยวกับหยินและหยาง
ก็คือ แนวคิดเรื่องภาวะกลมกลืนหนึ่งเดียว(unity) gเพราะภายในระบบภูมิคุ้มกันก็มีภาวะกลมกลืนหนึ่งเดียวเหมือนกัน
คือจะมีการปรับแต่งเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งเกิดสภาวะหนึ่งเดียวหรือเกิดภาวะสมดุลขึ้นมา”
ศาสตราจารย์ ดร.แบร์รี คะฮาน กล่าว
นายแพทย์ชาวอเมริกันชื่อ ยาซุโอะ
อิชิดะ (Yasuo Ishida) ผู้เชี่ยวชาญทางสูตินรีเวชวิทยา
ที่โรงพยาบาล แมรีส์ เฮลธ์ เซ็นเตอร์ เมืองเซนต์หลุยส์ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
ทั้งๆที่จีนเป็นประเทศที่ขาดเทคโนโลยีชั้นสูงแต่ก็เป็นเรื่องประหลาดที่ชาวจีนสามารถค้นพบโรคต่างๆกว่า
2,000 ปีมาแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เรื่องหยิน-หยางที่มีรากฐานมาจากหลักของอภิปรัชญานั้นได้รับการวิจัยเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ตะวันตก
แต่นายแพทย์ยาซุโอะก็ยังไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างของชาวจีนที่บอกว่าการฝังเข็มสามารถรักษาโรคได้ร้อยแปดนับตั้งแต่โรคท้องร่วงไปจนถึงโรคเป็นหมัน
กระนั้นก็ตามนายแพทย์ผู้นี้ก็มีความเห็นว่าในการบรรเทาความเจ็บปวดจากอาการของโรคต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคข้ออักเสบ
เป็นอัมพาตและโรคมะเร็งระยะสุดท้าย.-
“คุณภาพชีวิตของคนป่วยจะดีขึ้น
หากใช้วิธีฝังเข็มหรือการใช้สมุนไพรจุดรม
ไม่ควรใช้ยาระงับปวดประเภทนาร์โคติกส์ที่ระบบประสาทส่วนกลางหรือใช้ยาระงับปวดบางอย่างเพราะจะเกิดผลข้างเคียง
เช่น เกิดแผลที่ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น”
ความเชื่อถือที่ห้ามไม่ได้
การรักษาโรคแบบตะวันออกแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างไร
แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีผลกระทบกระเทือนทำให้คนลดความเชื่อถือลงไปเท่าไรนัก
แพทย์แผนปัจจุบันบางคนได้รับการขอร้องจากคนป่วยให้ใช้วิธีการฝังเข็มมากยิ่งขึ้นและตามคลินิกหรือโรงพยาบาลอีกหลายต่อหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาก็นิยมใช้วิธีการบำบัดโรคแบบตะวันตกควบคู่ไปกับวิธีการแบบจีนและแบบอินเดีย
ตัวอย่างเช่น
ที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้คนนิยมวิธีฝังเข็มมากอย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างเช่นดาราฮอลลีวูด แจ็คลีน สมิธ (Jacklyn Smith) ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์บาดเจ็บที่คอ
ก็ได้ไปรักษาด้วยวิธีฝังเข็มจากหมอไซออ ยู
นอกจากนั้นแล้วนักแสดงฮอลลีวูดที่นิยมไปฝังเข็มกับหมอยูก็ยังมี
เจน ฟอนดา, เจมส์ การ์เนอร์, โรเบิร์ต แวกเนอร์ ตลอดจนจอร์จ แฮร์ริสัน อดีตนักร้องวงบีตเทิล เป็นต้น
แม้ว่าจะเป็นที่นิยมของคนระดับดาราอย่างไรหมอไซออน
ยูก็ไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์จากวงการแพทย์สมัยใหม่อยู่ดี
โยพวกแพทย์สมัยใหม่เหล่านี้คัดค้านว่าหมอไซออน
ยูรักษาคนไข้โดยไม่มีใบประกอบโรคศิลป์
แต่เมื่อปี ค.ศ. 1975 หมอไซออน
ยูหมอรักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็มเชื้อชาติจีนจากนครไทเปผู้นี้ก็เกิดไปได้ผู้สนับสนุนคนสำคัญผู้หนึ่งชื่อ
เจอร์รี บราวน์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เจอร์รี
บราวน์ผู้นี้เป็นผู้ผลักดันให้ออกกฎหมายรับรองการรักษาโรคแบบฝังเข็มของไซออน ยู
และหลังจากนั้นตามเมืองต่างๆในมลรัฐแคลิฟอร์เนียและอื่นๆหมอรักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็มจึงปรากฏขึ้นอย่างดาษดื่น
คนป่วยจากหลายพื้นเพและหลายอาชีพนิยมไปใช้บริการรักษาโรคด้วยการฝังเข็มมากยิ่งขึ้น
และคนป่วยที่นิยมใช้การฝังเข็มโยเลิกการรักษาด้วยวิธีการสมัยใหม่ไปเลยก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน
การที่ผู้คนหันมานิยมการฝังเข็มและการรักษาโรคด้วยวิธีการแบบตะวันออกอย่างอื่นๆมากยิ่งขึ้นนี้
มีทางอธิบายได้อย่างหนึ่งว่า :
ถึงแม้การแพทย์สมัยใหม่แบบตะวันตกจะเจริญก้าวหน้าไปมาก
แต่ก็มีข้อเสียที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากตรงที่ไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่คนป่วยได้ทุกราย
ทั้งนี้เพราะเป็นการใช้แนวทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวในการรักษาโรคเหมือนกับว่าคนป่วยเป็นเครื่องยนต์กลไกไม่ใช่คนที่มีชีวิตจิตใจ
นอกจากนั้นแล้วยาแผนปัจจุบันก็มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ
ในส่วนของตัวยานั้นเล่าเมื่อรับประทานไปนานๆก็อาจจะติดยานั้นได้
หรือไม่เช่นนั้นก็มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงชนิดที่คาดไม่ถึง
ยิ่งไปกว่านั้นก็มุ่งจะพึ่งแต่ระบบการผ่าตัดเพื่อให้คนป่วยหายจากโรคได้อย่างรวดเร็ว
โยไม่ยอมใช้วิธีการอย่างอื่นที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่า
แต่ให้ผลทางการบำบัดโรคได้เท่าเทียมกัน
นอกจากนั้นแล้วการรักษาโรคที่อิงอาศัยศรัทธาอย่างแบบของชาวตะวันออกยังช่วยสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงซึ่งการแพทย์แบบตะวันตกรักษาแล้วไม่หายได้เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย
ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนหันมานิยมรักษาโรคแบบตะวันออก
ก็คือ คนตะวันตกในยุคใหม่เชื่อในเรื่องความลี้ลับกันมากยิ่งขึ้น
กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ทำท่าว่าจะไม่ค่อยเชื่อถือการรักษาโรคแบบอิงอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆแต่จะนิยมหันไปหาทางเลือกอีกทางที่มีลักษณะลี้ลับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือแนวทางการรักษาโรคแบบตะวันออกที่มีรากฐานอิงแอบอยู่กับอภิปรัชญาที่เร้นลับ
แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อคนหันมานิยมรักษาโรคด้วยทางเลือกใหม่กันมากขึ้นนี้
การณ์ก็กลับปรากฏว่ามีผู้ตั้งตัวเป็นหมอแต่ไม่มีความรู้ทางเทคนิครักษาโรคทั้งแบบตะวันตกและตะวันออกเที่ยวหลอกชาวบ้านหากินกันอยู่ทั่วไป
ด้วยเหตุนี้หมอฝังเข็มจึงมีทั้งหมอจริงและหมอเก๊
ถ้าไปเจอหมอจริงโรคก็หาย ถ้าไปเจอหมอเก๊โรคก็ไม่หาย
ในการรักษาโรคของพวกหมอจริงนั้นเขาจะไม่ใช้วิธีฝังเข็มเพียงอย่างเดียว
หากแต่จะใช้ผสมผสานกับวิธีอื่นๆอีกหลายวิธีทั้งนี้เพื่อสร้างความผสมกลมกลืนให้แก่ร่างกาย
จิตใจและวิญญาณ และก่อนที่จะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งหมอจีนก็จะต้องตรวจคนป่วยอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน
ระบบการตรวจโรคแบบโบราณ
ด้วยเหตุที่ระบบการรักษาโรคแบบจีนส่วนใหญ่เป็นการ”ป้องกัน”มากกว่าการ”รักษา”ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจวินิจฉัยความบกพร่องต่างๆก่อนที่อาการสำคัญๆของโรคจะแสดงตัวออกมา
กล่าวกันว่า หมอจีนมีความเชี่ยวชาญมากจะสามารถรู้ได้ว่าคนป่วยเป็นโรคอะไรโยสังเกตดุสิ่งบอกเหตุต่างๆในตัวคนป่วย
เช่น ลักษณะการเดิน เสียงที่พูดออกมา และการหายใจ
การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และอาหารการกิน ตลอดจนลักษณะทางประสาทบางอย่าง
เมื่อรู้ว่าจะเกิดโรคนั้นๆแล้ว
ขั้นตอนต่อไปก็คือหาทางไม่ให้โรคเกิดขึ้นแก่คนนั้นๆ
แต่ถ้าหากไม่สามารตรวจพบได้ด้วยวิธีการสังเกตข้างต้นก็ต้องใช้วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้นไปอีก
ระบบการตรวจวินิจฉัยโรคตามที่มีมาตั้งแต่โบราณนับเป็นเวลาพันๆปีมาแล้วนั้น
ประกอบด้วยระบบตรวจ 5 อย่างด้วยกัน คือ1)การมองดู 2)การสอบถาม 3)การใช้มือสัมผัส
4) การฟังเสียง และ 5
การดมกลิ่น(แต่วิธีการดมกลิ่นจากกลิ่นตัวและลมหายใจเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันแล้ว
เพราะอาจเกิดความสับสนขึ้นมาได้ เนื่องจากกลิ่นอาหารหลายชนิดที่คนรับประทานเข้าไป
ตลอดจนกลิ่นตัวก็อาจแปลกไปจากธรรมชาติเนื่องจากคนนิยมใช้น้ำหอมและเครื่องประทินผิวกันมาก)
เมื่อหมอจีนใช้วิธีการตรวจโดยการมองดูเขาก็มุ่งไปดูที่ลิ้นก่อน
หากลิ้นหนามีฝ้าขาวๆติดอยู่มากก็แสดงว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและโรคเกี่ยวกับระบบขับถ่าย
จากนั้นก็จะใช้ขั้นตอนการสอบถามคนป่วยเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการของโรคด้วย
ขั้นตอนที่สำคัญยิ่งในการตรวจโรคของหมอจีน
คือ การใช้มือสัมผัสตามร่างกายของคนป่วย โยเฉพาะใช้มือคลำที่ชีพจรต่างๆ
ชีพจรของจีนแตกต่างจากชีพจรของแพทย์ตะวันตก คือ
ฝ่ายตะวันตกบอกว่าชีพจรมีเพียงเส้นเดียว แต่ฝ่ายจีนบอกว่ามีทั้งหมดถึง 12
เส้นด้วยกัน โดยอยู่ที่ข้อมือข้างละ 6 เส้น คือ 3 เส้นอยู่ที่ผิวหนัง ส่วนอีก 3
เส้นอยู่ลึกลงไปในเส้นเลือดฝ่ายจีนโบราณบอกว่าชีพจรทั้ง 12
เส้นนี้มีความโยงกับอวัยวะภายใน 12 ชนิด
ฝ่ายตะวันตกบอกว่าชีพจรมีเพียงเส้นเดียวและจะบอกข้อมูลเกี่ยวกับระบบหายใจและระบบเลือดของคนเรา
ส่วนหมอจีนบอกว่าชีพจรทั้งหลายเหล่านี้จะให้ข้อมูลเป็นภาพรวมเบ็ดเสร็จเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของคนเราได้เลยทีเดียว
และกล่าวกันว่าหมอจีนที่เก่งๆเพียงแต่ตรวจดูชีพจรเท่านั้นก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าคนป่วยเคยเป็นโรคอะไรมาแล้วบ้างและอนาคตจะเป็นโรคอะไรอีกบ้างชีพจรนอกจากจะให้ข้อมูลดังกล่าวมานี้แล้วก็ยังเชื่อว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่หมอจีนใช้ในการวินิจฉัยโรคได้ด้วย
มีตำราแพทย์แผนโบราณจีนอยู่เล่มหนึ่งเป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุดในประดาตำราแพทย์ทั้งหลายของจีนมีชื่อว่าตำรา”ไน่จิง” หรือ”ตำราแพทย์ขององค์จักรพรรดิเหลือง” ซึ่งสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮ่วงตี่(จักรพรรดิเหลือง)
ระหว่าง 269-2597 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตำราเล่มนี้บอกว่า”ไม่มีการตรวจโรควิธีใดจะประเสริฐเท่ากับการตรวจที่ชีพจรเพราะตรวจด้วยวิธีนี้แล้วไม่มีวันพลาดได้เลย”
การตรวจด้วยวิธีการสัมผัสตัวคนป่วยนอกจากจะคลำที่ชีพจรแล้วก็ยังใช้วิธีคลำที่บริเวณท้องและบริเวณที่เรียกว่า”จุดเตือนภัยต่างๆ” คือ
บริเวณเหนืออวัยวะสำคัญๆในร่างกาย
ทั้งนี้ก็เพื่อค้นหาสิ่งบอกเหตุเพิ่มเติมจากอวัยวะส่วนนั้นๆ
ส่วนการตรวจด้วยวิธีฟังเสียงนั้นก็เพื่อจะรู้ภาวะทางวิญญาณและจิตใจของคนป่วยว่าจะสามารถอดทนต่อความเจ็บป่วยได้หรือไม่
ระดับเสียงและวิธีการพูดที่คนป่วยแสดงออกมาเป็นปัจจัย 2
อย่างที่หมอจีนต้องตรวจเพื่อวิเคราะห์บุคลิกภาพและความรู้สึกนึกคิดของคนป่วย
หมอจีนใช้พื้นฐานจากการตรวจสอบทั้ง 5
วิธีดังกล่าวทำการจัดหมู่อาการของคนป่วยออกเป็น 8 อย่าง กล่าวคือ
อาการหยินอาการหยางและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างหยินกับหยางอีก 6 อย่าง คือ
อาการภายใน, อาการภายนอก, อาการขาด, อาการเกิน,
อาการเย็น และ อาการร้อน ต่อแต่นั้นก็จะแบ่งอาการต่างๆทั้ง 8
อย่างเป็นอาการย่อยๆก่อนที่จะวินิจฉัยโรคได้ในที่สุด
หมอจีนโบราณพูดถึงสิ่งผิดปกติหรือโรคในร่างกายของคนเราในแง่ของธาตุหรือพลังทั้ง
5 คือ ธาตุไม้ หมายถึง โรคตับ ธาตุไฟ หมายถึง โรคที่เกี่ยวกับเลือด โรคหัวใจ
และโรคจิต ธาตุดิน หมายถึง โรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและระบบน้ำดี ธาตุโลหะ
หมายถึง โรคเกี่ยวกับปอด และธาตุน้ำ หมายถึง โรคเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์
เมื่อหมอจีนได้วินิจฉัยโรคเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว
ขั้นตอนต่อไปก็จะกำหนดวิธีการรักษา คือ
จะใช้วิธีฝังเข็มหรือใช้สมุนไพรจุดไฟรมอย่างใดอย่างหนึ่งประสานไปกับวิธีการแบบอื่นๆ
ในตำรา”ไน่จิง”ได้วางหลักการรักษาโรคที่นอกเหนือจากวิธีฝังเข็มและใช้สมุนไพรรมไว้
4 วิธีด้วยกัน คือ 1)วิธีรักษาวิญญาณ 2)วิธีบำรุงร่างกาย 3) วิธีผสานร่างกาย จิตใจ
และวิญญาณ และ 4) วิธีบำบัดด้วยยา
วิธีกายภาพบำบัดและวิธีฝึกลมหายใจอาจจะกำหนดให้คนป่วยปฏิบัติเพื่อรักษาโรคทางกายนานาชนิดพร้อมๆไปกับกำหนดให้ใช้วิธีการทำสมาธิเพื่อบำบัดโรคทางจิตใจไปด้วย
สมุนไพรกับการรักษาโรค
นอกจากนั้นแล้วหมอจีนก็ยังใช้วิธีการรักษาโรคด้วยสมุนไพรและการกำหดอาหารให้คนป่วยรับประทาน
ในส่วนของการรักษาโรคด้วยสมุนไพรนี้ก็เช่นเดียวกับการรักษาโรคด้วยการฝังเข็ม คือ
หมอต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจึงจะทำได้
เพราะการรักษาโรคด้วยสมุนไพรของจีนมีความซับซ้อนและพลิกแพลงมากเหลือเกิน
สมุนไพรที่ชาวจีนนำมาใช้รักษาโรคมีมากมาย
ได้มีการประเมินคร่าวๆว่ามีกว่า 5,000 ชนิดและแต่ละชนิดก็แยกย่อยได้อีกมากมาย
บางชนิดใช้ทั้งต้น บางชนิดก็แยกใช้ส่วนต่างๆได้อีก คือ ส่วนราก ส่วนลำต้น
ส่วนเมล็ด ส่วนดอก หรือส่วนใบ
ส่วนต่างๆของสมุนไพรเหล่านี้ใช้รักษาโรคที่แตกต่างกันออกไป
สมุนไพรที่ปลูกในประเทศคนจีนถือว่าเป็นสมุนไพรมีคุณภาพดีที่สุดในการรักษาโรค
สมุนไพรหลายชนิดมีอยู่มากในแถบมณฑลภาคใต้ของประเทศจีน
สมุนไพรมีทั้งที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและที่คนปลูก
แต่เชื่อกันว่าสมุนไพรที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในป่าเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด
วิธีเก็บและกระบวนการทำเครื่องยาจากสมุนไพรก็มีลักษณะและกรรมวิธีไม่แตกต่างจากที่เคยทำกันมาเมื่อกว่า
3,000 ปี คือ จะเริ่มจากค้นหาแหล่งของสมุนไพรแล้วเก็บรวบรวม แยกประเภท นำไปล้าง
แยกส่วนต่างๆออกจากกัน นำไปตากให้แห้ง แล้วนำเก็บเข้าที่
ทุกวันนี้มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการสกัดหรือกลั่นสมุนไพรให้มีประสิทธิผลในการรักษามากยิ่งขึ้น
แต่ในสมัยโบราณยังไม่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเขาก็จะเอาสมุนไพรมาโขลกละลายน้ำหรือปั้นเป็นลูกกลอนให้คนป่วยรับประทาน
ที่เป็นสมัยใหม่หน่อยก็เอามากลั่นเป็นยาฉีดเข้าเส้นแต่ก็ไม่ค่อยทำกันมากนัก
พวกหมอจีนมีความเชื่อว่าสมุนไพรแต่ละอย่างใช้ได้กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ
ซึ่งความเชื่อนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้มีการใช้ยาสมุนไพรสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ในหมู่ชาวตะวันตกมีข้อสมมุติฐานว่ายาชนิดหนึ่งที่ใช้ป้องกันหรือบำบัดโรคให้แก่คนป่วยรายหนึ่งได้ก็จะมีผลเช่นเดียวกันเมื่อนำยาชนิดนั้นไปใช้กับคนป่วยอีกคนหนึ่ง
แต่ในระบบการรักษาแบบประเทศตะวันออกจะไม่มีเกณฑ์ตายตัวเช่นนั้น
คนป่วยแต่ละคนแม้จะป่วยด้วยโรคเดียวกันก็อาจถูกกำหนดให้ใช้ยาสมุนไพรต่างชนิดกัน
สมุนไพรพวกนี้เมื่อรวมกันแล้วก็มีมากกว่า
16,000 ชนิด
แพทย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งเคยเดินทางไปดูงานการรักษาโรคแบบแผนโบราณของจีน
แพทย์ผู้นี้ชื่อ ดร.เดวิด
ไอเซ็นเบิร์ก แห่งวิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ได้ตั้งข้อสังเกตว่าหากคนป่วยคนใดที่เป็นโรคนิวโมเนีย(โรคปอดบวม)สามารถหายจากโรคได้ด้วยตัวยาสมุนไพรอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
นักวิจัยชาวตะวันตกก็จะดำเนินการวิจัยในขั้นต่อไปเพื่อทดสอบสมุนไพรชนิดเดียวกันนั้นกับคนป่วยที่เป็นโรคนิวโมเนียอีก
50 คน เพื่อประเมินค่าประสิทธิผลการรักษาโรคของสมุนไพรชนิดนั้น
แต่ในประเทศจีนหมอจีนกลับกำหนดสมุนไพรแต่ละชนิดให้แก่คนป่วยแต่ละคน มีคนป่วย 50
คนก็กำหนดตัวยาให้ 50 ชนิด
เมื่อกล่าวโยภาพรวมแล้ววงการแพทย์ตะวันตกมีทีท่าว่าจะไม่เชื่อในประสิทธิผลของการรักษาโรคด้วยสมุนไพรของพวกหมอจีน
ยกเว้นแต่สมุนไพรบางชนิดที่ได้ผ่านการพิสูจน์ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคแล้วเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น สาหร่ายทะเล
มีสารไอโอดีนคนจีนใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคคอหอยพอก
เช่นเดียวกับในแถบประเทศตะวันตกก็ใช้สารไอโอดีนนี้บำบัดต่อมไทรอยด์อักเสบ
ต้นสนุ่นซึ่งมีกรดซาลิโซลิกอันเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตยาแอสไพริน
ชาวตะวันออกใช้ต้นสนุ่นนี้รักษาโรคปวดข้อและโรคปวดอื่นๆกันมานมนานแล้ว
ส่วนใบหม่อนมีสารรูตินก็ได้ใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ผู้สนับสนุนการใช้สมุนไพรรักษาโรคบอกว่า
สมุนไพรที่นำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคในประเทศจีนประมาณ 90 %
มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆจึงช่วยให้มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ด้วยตัวของมันเองโดยไม่เกี่ยวกับความเชื่อและปรัชญาลี้ลับใดๆ
อาหารกับการรักษาโรค
เรื่องของอาหารก็มักเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการรักษาโรคในประเทศจีนและประเทศอื่นๆในแถบซีกโลกตะวันออก
ทั้งนี้ก็สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าสุขภาพของคนเราจะแข็งแรงอยู่ได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมนั่นเอง
ความเชื่อเช่นนี้ก็เป็นวิธีการที่จะนำลัทธิเต๋ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอีกแนวหนึ่ง
ทฤษฎีเกี่ยวกับอาหารของจีนมีรากฐานมาจากความเชื่อที่ว่าแผ่นดินเป็นมาตุภูมิของสรรพชีวิต
คือเป็นแหล่งที่มาของสารอาหารสำหรับมนุษย์
พวกที่เห็นด้วยกับความเชื่อนี้ก็บอกว่าเป็นเช่นเดียวกับความเชื่อของชาวตะวันตก
ดังข้อความในคัมภีร์ไบเบิลตอนหนึ่งว่า”มนุษย์ถูกสร้างมาจากฝุ่น(แผ่นดิน)"
ซึ่งข้อความนี้ก็เป็นความจริงที่ได้รับการยืนยันจากวิชาเคมีสมัยใหม่ที่บอกว่าดินเป็นองค์ประกอบทางเคมีทุกอย่าง
ชาวจีนได้ให้เหตุผลไว้ว่า พืชผักต่างๆดูดกลืนเอาสารอนินทรีย์ต่างๆเข้าไปแล้วผลิตสารอินทรีย์ต่างๆ
เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน หรือไขมัน
เมื่อสัตว์ทั้งหลายกินพืชเข้าไปแล้วพืชนั้นก็จะย่อยสลายกลายเป็นสิ่งเสริมสร้างสรีระและพลังให้แก่ร่างกายสัตว์
เพราะฉะนั้นการกินเนื้อสัตว์จึงเป็นวิธีการได้สารอาหารโยทางอ้อม
กระนั้นก็ตามแพทย์แผนโบราณของจีนก็ไม่ได้เคร่งครัดให้คนป่วยรับประทานแต่อาหารมังสวิรัติ
หากแต่ยังอนุญาตให้รับประทานเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่
และอาหารโปรตีนจากสัตว์อื่นๆได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังได้แยกแยะจัดกลุ่มเนื้อสัตว์ต่างๆว่ารับประทานเข้าไปแล้วจะมีผลทางโภชนาการต่อร่างกายส่วนใดบ้าง
ส่วนแพทย์แผนโบราณของอินเดียและของญี่ปุ่นกลับมีความเชื่อที่ตรงกันข้ามกับจีน
คือ ข้างอินเดียและญี่ปุ่นถือว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงของคนเรา
กล่าวกันว่าพืชผักต่างๆหากรู้จักเลือกรู้จักปรุงและรู้จักรับประทานอย่างเหมาะสมแล้วก็จะให้สารอาหารที่ดีและช่วยสร้างพลังบำบัดโรคบางอย่างให้แก่คนเราได้
อาหารประเภทข้าวถั่วและผักต่างๆถึงแม้จะมีกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารสร้างโปรตีนน้อยไปบ้างแต่ก็ถือว่าเป็นอาหารที่วิเศษสุดสำหรับมวลมนุษย์
พวกแพทย์อินเดียและแพทย์ญี่ปุ่นบางคนที่ยึดแนวมังสวิรัติแท้ๆบอกว่า
มนุษย์เรายังกินสัตว์และกินผลิตผลต่างๆของสัตว์กันอยู่ตราบใดมนุษย์ก็ยังจะต้องมีโรคภัยไข้เจ็บและไม่มีวันที่จะมีความสุขอยู่ตราบนั้น
แมคโครไบโอติกส์
ปรัชญาเกี่ยวกับอาหารของชาวตะวันออกที่เข้าไปมีบทบาทอยู่ในประเทศตะวันตกเมื่อไม่กี่ปีมานี้
เป็นปรัชญาแบบญี่ปุ่นเรียกว่า “แมคโครไบโอติกส์”(Macrobiotics)
เป็นระบบการผสมผสานสร้างความกลมกลืนให้แก่หยินและหยาง
ปรัชญาแมคโครไบโอติกส์นี้เองเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญอย่างหนึ่งทำให้ชาวตะวันตกในปัจจุบันหันมาสนใจและคลั่งไคล้อาหารตามธรรมชาติ
คนที่เป็นต้นคิดของปรัชญาแมคโครไบโอติกส์ชื่อนายจอร์จ
โอซาวา(George Ohsawa)เป็นชาวญี่ปุ่น
นายโอซาวาคนนี้เล่าเรียนมาทางบริหารธุรกิจแต่มีความสนใจอย่างยิ่งในทางปรัชญาและการรักษาโรค
จอร์จ
โฮซาวาเรียกระบบที่ตนเป็นต้นคิดนี้ว่า”เซน
แมคโครไบโอติกส์” ตามนิกายเซน
อันเป็นสาขาย่อยของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
หลักของเซน
แมคโครไบโอติกส์นี้กวดขันเรื่องอาหารที่ควรรับประทานตั้งแต่ระดับธรรมดาแล้วเคร่งครัดขึ้นเรื่อยๆถึงสิบระดับด้วยกัน
ระดับสุดท้ายคือให้รับประทานแต่ข้าวซ้อมมือแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะจอรฺจ
โอซาวามีความเห็นว่า
ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องนี้เป็นอาหารที่จะช่วยสร้างสภาวะสมดุลระหว่างหยินกับหยางได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
อย่างไรก็ตามข้าวซ้อมมือถึงจะมีคุณค่าทางด้านโภชนาการอย่างไรแต่ถ้ากินแต่ข้าวซ้อมมือเพียงอย่างเดียวแล้วก็มีสุขภาพดีด้วยนั้นก็คงเป็นไปได้ยาก
ดังที่ปรากฏว่าตอนแรกๆที่มีการนิยมปรัชญาของนายโอซาวากันนั้นผู้กินอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์จำนวนหนึ่งเป็นโรคขาดสารอาหาร
หลายรายเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆและบางรายถึงกับเสียชีวิตไปเลยก็มี
ต่อมาก็ได้มีการปรับปรุงอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์นี้ให้ลดความเคร่งครัดลงมา
ผู้ที่ทำการปรับปรุงก็เป็นศิษย์ของจอร์จ โอซาวาคนหนึ่งชื่อว่า นายมิชิโอะ กุชิ(Michio Kushi) โดยเขาได้ตัดคำว่า เซน
ออกไปเหลือไว้เฉพาะ แมคโครไบโอติกส์ มิชิโอะ
กุชิย้ำว่าสุขภาพที่ดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล
นอกจากนั้นเขายังบอกด้วยว่า คำว่า
แมคโครไบออส(Makkrobios) แปลว่า
ชีวิตอันยิ่งใหญ่ หรือ ชีวิตยาวนาน เป็นคำที่ตั้งขึ้นโยฮิปโปเครติส
บิดาการแพทย์สมัยใหม่
มิชิโอะ
กุชิมีความเชื่อว่าอาหารต่างๆสามารถจัดกลุ่มได้ตามคุณสมบัติของหยินหรือหยางที่อาหารนั้นๆมีอยู่
และสามารถใช้รับประทานเพื่อสร้างสภาวะสมดุลระหว่างหยินกับหยางในร่างกายของคนเราได้
อย่างไรก็ตามอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ตามแบบที่มิชิโอะกุชิดัดแปลงแล้วนี้มีอาหารประเภทอื่นๆเพิ่มเข้ามาอีกหลายอย่างเพื่อให้รับประทานเสริมกับข้าวซ้อมมือที่จอร์จ
โอซาวากำหนดไว้แต่เดิมนั้น
สำหรับคนที่อยู่ในภูมิภาคอบอุ่น เช่น
แถบยุโรปและอเมริกา มิชิโอะ กุชิแนะนำให้รับประทานอาหารประเภทข้าวให้มากเป็นพิเศษ
คือประมาณครึ่งหนึ่งของอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ
ส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้รับประทานอาหารประเภทถั่ว พืชผักสวนครัว และพืชผักทะเล
โดยเฉพาะในรูปของซุปต่างๆ
อาหารประเภทผลไม้ก็ให้รับประทานบ้างเป็นครั้งคราว
ส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ห้ามรับประทานเสียเลย จะรับประทานเนื้อสัปดาห์ละ
2-3 ครั้งบ้างก็ได้
นอกจากนั้นแล้วก็ยังอนุญาตให้รับประทานอาหารประเภทเผือก
มัน หรือถั่งลิสง ตลอดจนน้ำมันงา น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันพืชอื่นๆได้ด้วย
ถึงแม้ว่านายมิชิโอะ
กุชิจะกำหนดอาหารที่ควรรับประทานไว้อย่างละเอียดแต่เขาก็ได้เน้นว่าความจริงแล้วแมคโครไบโอติกส์นี้ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารแต่เพียงอย่างเดียว
เขาได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ว่า:
“แมคโครไบโอติกส์ หมายถึง
วิถีชีวิตสากล ซึ่งทำให้มวลมนุษย์สามารถพัฒนาร่างกาย จิตใจ
และวิญญาณไปพร้อมๆกับการธำรงไว้ซึ่งสุขภาพ อิสรภาพและความสุขของตนเอง
แมคโครไบโอติกส์มีความหมายรวมไปถึงแนวทางต่างๆที่มีเป้าหมายเพื่อการธำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์
และเพื่อให้มวลมนุษยชาติได้มีวิวัฒนาการต่อไปบนพื้นพิภพแห่งนี้”
ถึงแม้ว่าปรัชญาของแมคโครไบโอติกส์จะถูกวาดไว้อย่างสวยหรูอย่างไร
แต่ปรัชญานี้ก็ไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากคนตะวันตกและคนจากตะวันออกเอง
ดังที่ในประเทศจีนก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญานี้กันอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้เพราะแพทย์แผนโบราณของจีนได้กำหนดอาหารให้คนรับประทานแตกต่างจากแบบของแมคโครไบโอติกส์นี้มาก
คือ ฝ่ายคืนกำหนดอาหารโดยจัดแบ่งเป็น
5 หมู่และเชื่อว่าอาหารทั้ง 5 หมู่นี้จะช่วยไปบำรุงอวัยวะส่วนที่เป็นของ”ตัน” 5 ประเภทด้วยกัน
ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจีนจึงมีความเห็นว่าอาหารแบบของแมคโครไบโอติกส์ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างพร้อมมูล
ส่วนผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายตะวันตกกลับมีความเห็นว่าอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ของมิชิโอะ
กุชิเป็ฯอาหารที่ดี คือ มีไขมันน้อย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นมีมีคอเรสเตอรอลต่ำและมีกากมาก
คุณสมบัติเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ร่างกาย
ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกกลุ่มนี้จึงมีท่าทีเชื่อตามที่พวกนิยมแมคโครไบโอติกส์อ้างไว้ว่า
อาหารประเภทแมคโครไบโอติกส์มีคุณสมบัติสามารถป้องกันโรคในเลือดและโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถือกันว่าอาหารประเภทแมคโครไบโอติกส์ให้คุณค่าในทางรักษาสุขภาพดียิ่งกว่าอาหารที่คนส่วนใหญ่รับประทานกันอยู่เพราะอาหารที่คนอเมริกันรับประทานกันนั้นเฉพาะจำพวกไขมันก็ได้แคลอรีสูงถึง
40 เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว
กระนั้นก็ตามพวกแพทย์ชาวตะวันตกก็ยังเคลือบแคลงสงสัยในคำกล่าวอ้างของพวกที่นิยมอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ที่บอกว่า
เป็นอาหารที่สามารถป้องกันโรคมะเร็งและช่วยยืดอายุให้แก่คนป่วยที่เป็นมะเร็ง
คำอวดอ้างนี้มีปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งของนายมิชิโอะ กุชิชื่อ”The Cancer Prevention Diet(อาหารป้องกันมะเร็ง)”
สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้มีมติคัดค้านอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์
ส่วนสมาคมมะเร็งอเมริกันก็ได้ออกแถลงการณ์ว่าอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์นี้นอกจากจะพิสูจน์ยังไม่ได้ว่ามีคุณสมบัติสามารถป้องกันมะเร็งได้แล้วก็ยังจะทำให้คนรับประทานเป็นโรคลักปิดลักเปิด
โรคโลหิตจาง และโรคขาดโปรตีน
นอกจากนั้นแล้วผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกกลุ่มหนึ่งก็ยังได้ค้นพบด้วยว่าอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์นี้นอกจากจะไม่มีคุณค่าด้านโภชนาการแล้วยังทำให้ขาดแคลเซียม
เหล็ก วิตามินดี และวิตาบินบี 12 อีกด้วยซ้ำ
ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งที่พยายามประนีประนอมปัญหาความขัดแย้งในเรื่องอาหารระหว่างชาวตะวันตกและชาวตะวันออก
คือ ลอวเรนซ์ กุชิ(Lawrence Kushi) ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะน่าจะเป็นผู้ทำหน้าที่ประนีประนอมได้ดีเพราะเขาเป็นบุตรชายของนายมิชิโอะ
กุชิและเป็นคนที่มีการศึกษารับปริญญาเอกทางด้านโภชนาการจากคณะสาธารณสุข
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ถึงแม้ว่าลอว์เรนซ์
กุชิจะยกย่องคุณค่าของอาหารประเภทแมคโครไบโอติกส์แต่ก็ยอมรับว่าปัญหาเรื่องอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์เกิดขึ้นเพราะการเข้าใจผิดกัน
เขากล่าวว่า “คนพากันไปยกย่องมันเสียเลิศลอย
คิดว่ามันจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่าง คือไปคิดว่าเมื่อกินอาหารประเภทนี้แล้วจะไม่มีสิ่งเลวร้ายใดๆเกิดขึ้นแก่ผู้กิน
ความจริงแล้วไม่มีสิ่งใดในโลกที่สมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง
รวมทั้งอาหารประเภทแมคโครไบโอติกส์นี้ด้วย”
แต่ถึงอย่างไรการตั้งข้อสังเกตของลอว์เนซ์
กุชิก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเชื่อของชาวตะวันออก เพราะระบบการรักษาโรคแผนโบราณของชาวตะวันออกส่วนใหญ่แล้วจะอิงอาศัยอยู่กับ”สิ่งที่สมบูรณ์แบบ”
ตัวอย่างเช่น
ความเชื่อของคนจีนที่บอกว่า
จักรวาลที่มีหยินและหยางเป็นคู่ขัดแย้งกันนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่งและก็เป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการรักษาโรคของชาวจีน
การรักษาโรคตามหลักอายุรเวทของอินเดีย
ส่วนชาวอินเดียก็มีระบบการรักษาโรคแบบพื้นเมืองที่เรียกว่า
“อายุรเวท” สิ่งที่สมบูรณ์แบบในอายุรเวทก็คือ
ธรมะ ซึ่งได้แก่กฎระเบียบต่างๆที่ทำหน้าที่ธำรงความเป็นหนึ่งเดียว(เอกีภาพ)
กับระบบสกลจักรวาลที่มีแต่ความสอดประสานกลมกลืนกัน
ซึ่งแนวความคิดนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากระบบของเต๋ามากนัก
คือ
ทั้งในระบบของลัทธิเต๋าและศาสนาฮินดูมีความเห็นตรงกันว่าจักรวาลมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอโดยเฉพาะฝ่ายฮินดูนั้นเห็นว่ามีการสร้าง
การดำรงอยู่และการเสื่อมสลาย ทั้ง 3 นี้เป็นระบบวัฏจักรที่ไม่มีที่สิ้นสุด
วัฏจักรที่ว่านี้ปรากฏอยู่ในธรรมชาติเช่นใดก็เป็นสิ่งที่ปรากฏในหมู่มวลมนุษย์ที่เป็นไมโครโซมของธรรมชาติเช่นนั้น
เคล็ดลับในการมีสุขภาพแข็งแรงจึงอยู่ที่ความเป็นหนึ่งเดียวกับระบบธรรมชาติ
ซึ่งก็จะส่งผลทำให้มีชีวิตอยู่อย่างยืนยาวเนื่องจากดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม
และเมื่อแตกกายทำลายขันธ์ไปจากโลกนี้แล้วก็จะไปเกิดใหม่เป็นวัฏจักรใหม่ต่อไปอีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
ระบบจักรวาลนี้ภาษาสันสกฤตรียกว่า “เวท” แปลว่า ความรู้สมบูรณ์
แต่ความหมายที่แท้จริงของคำนี้ลึกซึ้งกว่าคำที่แปลนี้มาก
เวทคือความรู้ที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมทุกอย่างในสกลจักรวาล
เวทนี้เป็นเสมอนหนึ่งแผนผังหรือพิมพ์เขียวของสกลจักรวาล
ทำหน้าที่บงการรูปแบบและการทำงานทุกอย่างของจักรวาลและทุกสิ่งที่มีอยู่ในจักรวาล
ตัวเวทเองไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่มีการแตกดับ
เมื่อคนเราทำชีวิตให้ผสมผสานกับระบบของเวทนี้แล้วก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติ
ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและมีความสุขในชีวิต
การกระทำตัวให้สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาตินั้น
ต้องมีการปรับทุกอย่างรวมทั้งปรับความคิดความรู้สึกและการกระทำแต่ในทางที่จะเกื้อกูลสนับสนุนชีวิตและสุขภาพอีกทีหนึ่ง
“อายุรเวท” เป็นคำภาษาสันสกฤต
หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับชีวิต หรือ ศาสตร์แห่งชีวิต
เป็นศาสตร์เก่าแก่เช่นเดียวกับศษสตร์แห่งการรักษาโรคของจีน
ศาสตร์ทั้งสองนี้มีการรวบรวมเป็นแบบแผนมานานหลายพันปีมาแล้ว
หลักสำคัญๆในศาสตร์ทั้งสองมีมาแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำไป
ศาสตร์การรักษาโรคแบบอายุรเวทนี้สืบสาวย้อนหลังไปแล้วก็ปรากฏว่ามีแหล่งที่มาจากคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดของพวกฮินดู
นอกจากนั้นแล้วก็มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาของคัมภีร์พระเวทในลำดับต่อมา คือ
คัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อรัณยกะ และคัมภีร์อุปนิษัท
ตามตำราแพทย์อายุรเวทบางเล่มบอกว่า
ความรู้ทางการแพทย์เหล่านี้ไม่ได้มาจากการศึกษาโดยวิธีสังเกต การตั้งสมมุติฐาน
และการทดสอบข้อสมมุติฐานตามหลักการทางวิทยาศาสตร์
ทว่ามาจากพระฤษีทั้งหลายที่เข้าฌานปรับจิตรับเอาความรู้จากจิตของจักรวาลอีกทีหนึ่ง
ผู้มีคุณูปการสำคัญในการรวบรวมความรู้ทางการแพทย์ของประดาพระฤษีผู้ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้
ได้แก่ แพทย์เลื่องชื่อของอินเดียผู้หนึ่งมีชื่อว่า จรกะ(แปลว่า ผู้ท่องเที่ยวไป)
ซึ่งตำนานบอกว่ามีชีวิตอยู่ระหว่างศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช-คริสต์ศตวรรษที่
1(คนละคนกับหมอชีวกโกมารภัจของชาวพุทธ)
หลังจากนั้นมาอายุรเวทก็ได้พัฒนาและยืนยงคงมั่นเป็นศาสตร์แห่งการรักษาโรคควบคู่กับศาสตร์อื่นๆอีกหลายศาสตร์ในประเทศอินเดียจวบจนคริสต์ศตวรรษที่
15
การผันแปรทางการเมืองหลังจากที่อังกฤษยึดอินเดียเป็นอาณานิคมเป็นเหตุสำคัญทำให้อายุรเวทเสื่อมไปจากอินเดีย
แต่ครั้นอินเดียได้เอกราชจากอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แล้ว
อายุรเวทก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจวบจนทุกวันนี้
ในสมัยโบราณชาวอินเดียมีความเชื่อว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเราเกิดจากการลงโทษของทวยเทพทั้งหลายแก่คนที่ทำความชั่ว
แต่ต่อมาชาวอินเดียมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของคนเรา
ดังนั้นจึงได้เปลี่ยนความเชื่อจากที่ว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยมาจากการลงโทษของทวยเทพมาเป็นความเชื่อใหม่ว่า
มาจากผลของกรรมเก่า
กล่าวคือ กรรมที่ทำมาทั้งด้วยกาย
วาจาและใจ ในอดีตชาติทั้งปวงจะส่งผลถึงชะตากรรมของคนในปัจจุบันชาติและชาติอื่นๆในอนาคตต่อๆไป
หลักของ”กรรม”จึงขัดแย้งกับหลักการรักษาโรคของพวกอายุรแพทย์
กล่าวคือ
หากสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายของคนเราถูกกรรมในอดีตชาติกำหนดไว้เรียบร้อยไปแล้วเช่นนี้
พวกแพทย์จะมีสิทธิอะไรไปแทรกแซงผลของกรรมนั้นได้?
แต่ด้วยเหตุที่อายุรเวทมีระบบการรักษาโรคที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อในเรื่องความลี้ลับมหัศจรรย์กับแนววิธีการรักษาโรคที่เป็นรูปธรรมจริงๆ
พวกอายุรแพทย์จึงได้พูดตัดบทว่า
พวกเขามีภาระที่ได้รับมอบหมายมาจากกรรมให้มาทำหน้าที่ป้องกันหรือมาบำบัดทุกข์ให้แก่คนไม่ว่าความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บนั้นๆจะมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด
แนวการรักษาโรคแบบอายุรเวทมีลักษณะเหมือนกับแนวรักษาโรคของชาวตะวันออกทั่วไป
คือ เป็นการผสมผสานความเชื่อทางปรัชญากับความเชื่อเรื่องลี้ลับ
พวกอายุรเวทมีความเชื่อว่าชีวิตทั้งปวงประกอบด้วยร่างกาย
ความรู้สึก จิตใจและวิญญาณ และเป้าหมายสุดท้ายของชีวิตก็ไม่ใช่เพียงเพื่อมีสุขภาพกายที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทว่าเพื่อจิตบรรลุถึงความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม
อายุรเวทจึงได้พูดถึงการปรับปรุงอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายมนุษย์ที่มีระบบใหญ่และระบบย่อยอยู่อย่างสลับซับซ้อนนั้นในทางที่จะทำให้องค์ประกอบทางจิต
วิญญาณ ร่างกายและสภาพแวดล้อมต่างๆมีความสอดประสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แนวความคิดการรักษาโรคของอายุรเวทมีลักษณะคล้ายๆกับแนวความคิดแบบเต๋าของจีน
คือ ถือว่าร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยพลังงานหรือธาตุ 5 อย่าง
เช่นเดียวกับพลังงานหรือธาตุของสกลจักรวาล ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ ธาตุทั้ง
5 เหล่านี้มีลักษณะเป็นพลังงานสำคัญอันปรากฏอยู่ในธรรมชาติของเวท จะทำหน้าที่สร้างและควบคุมชีวิตจิตใจให้แก่ร่างกายอีกทอดหนึ่ง
พลังงานสำคัญเหล่านี้เรียกว่า”โทศะ” ซึ่งแบ่งได้เป็น 3
ประเภทด้วยกัน คือ 1) พลังวาตะ คือ ลมและความเบา
ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมจุดกำเนิดพลังงานและระบบการทำงานของสมองในร่างกายของคนเรา
2)พลังปิตตะ คือ ไฟธาตุ(การเผาผลาญภายในร่างกาย)
การเปลี่ยนแปลงอาหารให้กลายเป็นพลังงานและเป็นเนื้อเป็นหนังตลอดจนระบบการย่อยอาหารของร่างกาย
3) พลังกผะ คือ ดินและน้ำ เป็นพลังงานที่เป็นของเหลว ทำหน้าที่ควบคุมโครงสร้าง
การรวมตัวและพลังของร่างกาย
พลังโทศะของฝ่ายอายุรเวทนี้ก็มีลักษณะคล้ายๆกับพลัง”กี” แบบของจีนที่เลื่อนไหลไปตามเส้นเอ็นต่างๆในร่างกาย
ที่แปลกหน่อยก็ตรงที่พลังโทศะของฝ่ายอายุรเวททำงานอยู่ในร่างกายโดยผ่านทางช่องทางที่ละเอียดอ่อนซึ่งเรียกว่า”โสรตะ” (แปลว่า ละเอียด) หมายถึง
ช่องที่ละเอียดเล็กๆเหมือนช่องว่างของอะตอม โมเลกุล และเซลล์
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีโสรตะอื่นๆ
เช่นโสรตะที่ทำหน้าที่เป็นช่องลมและช่องย่อยอาหาร
นำสารอาหารต่างๆไปหล่อเลี้ยงร่างกายและทำหน้าที่กำจัดของเสียในร่างกาย
โสรตะซึ่งเป็นตัวส่งธาตุทั้ง 5
ในร่างกายทำหน้าที่เชื่อมโยงแต่ละธาตุกับประสาทสัมผัสทั้ง 5
และทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย ก่อให้เกิดองค์ประกอบของร่างกาย 7
ชนิดด้วยกัน คือ น้ำเหลือง เลือด กล้ามเนื้อ ไขมัน กระดูก ไขกระดูก
และสำหรับคนที่เจริญวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว
มันจะทำหน้าที่ผลิตเชื้ออสุจิในตัวเพศชายและผลิตรังไข่ในตัวเพศหญิง
เมื่อพลังโทศะเหล่านี้เลื่อนไหลไปได้อย่างเหมาะสมและได้ภาวะสมดุลกันก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนเรามีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่เมื่อพลังกีตามความเชื่อของฝ่ายจีนเกิดภาวะกลมกลืนกันก็จะทำให้คนมีร่างกายแข็งแรง
แพทย์ทางอายุรเวทก็เช่นเดียวกับแพทย์จีน
คือจะใช้อาหารและยาสมุนไพรในการป้องกันและบำบัดโรค
แต่ฝ่ายอายุรเวทของอินเดียใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อให้พลังวาตะ
พลังปิตตะและพลังกผะเกิดภาวะสมดุลกัน
อาหารเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในกระบวนการรักษาโรคแบบของอายุรเวท
เล่ากันว่าครั้งหนึ่งลูกศิษย์ของท่านจรกะผู้หนึ่งถามอาจารย์ว่า”เป็นจริงหรือไม่ที่พูดว่าอาหารเป็นกึ่งหนึ่งของอายุรเวท”
“ไม่จริงดอกลูก”อาจารย์จรกะบอกศิษย์”ความจริงแล้วอาหารเกือบจะเป็นทั้งหมดของอายุรเวท”
ในระบบของอายุรเวทนั้นได้จัดกลุ่มอาหารตามที่โทศะนั้นๆมีอยู่ในอาหารแต่ละชนิด
อาหารรสขมและรสฝาดมีพลังงานวาตะ อาหารรสเผ็ดมีพลังงานปิตตะ ส่วนอาหารที่มีรสหวาน
รสเปรี้ยว และรสเค็มก็มีพลังงานกผะ
เมื่อคนเรารับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติทางพลังงานอย่างหนึ่งมากหรือน้อยเกินไปก็จะไปกระทบกระเทือนต่อโทศะที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา
และเมื่อจะเยียวยาก็ต้องหาทางเปลี่ยนอาหารใหม่เพื่อฟื้นฟูสภาวะสมดุลนั้น
ยกตัวอย่างเช่น
ที่ฝ่ายอายุรเวทบอกว่าการรับประทานอาหารประเภทที่มีพลังปิตตะคือที่มีรสเผ็ดร้อนมากๆจะทำให้เป็นโรคผิวหนังพุพองและโรคกระเพาะอักเสบ
วิธีที่จะทำให้เกิดสภาวะสมดุลอันจะช่วยบรรเทาโรคดังกล่าวนี้ได้ก็ต้องรับประทานมะม่วงหรือไอศกรีม
ซึ่งมีคุณสมบัติเย็นและหวานไปช่วยสร้างสภาวะสมดุลของพลังงานปิตตะนั้น
ในการกำหนดอาหารให้คนป่วยรับประทานเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงนั้น
แพทย์ทางอายุรเวทไม่เพียงแต่จะพิจารณาคุณสมบัติของอาหารที่ประกอบด้วยโทศะนั้นๆเท่านั้นแต่ยังพิจารณาถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวของคนป่วยรายนั้นๆด้วย
คือ
ในระบบของอายุรเวทได้จัดแบ่งคนตามลักษณะร่างกายออกเป็น 10 ประเภท
แต่ละประเภทจะมีโทศะแต่ละชนิดมากน้อยกว่ากัน
ยกตัวอย่างเช่น คนประเภทมีวาตะ
คนประเภทมีปิตตะ คนประเภทมีทั้งกผะและปิตตะ เป็นต้น
คนที่มีพลังทั้งสามเท่าเทียมกันเรียกว่าคนประเภท ตรีโทศะ(คือ มีทั้งวาตะ ปิตตะ
และกผะ) คนที่มีพลังสองอย่างเรียกว่า ทวิโทศะ
ส่วนคนที่มีพลังอย่างใดอย่างหนึ่งเรียกว่า เอกโทศะ
คนที่มีโทศะแต่ละชนิดก็มีเอกลักษณ์ที่แสดงออกมาแตกต่างกันไป
เช่น คนประเภทที่มีพลังวาตะจะมีรูปร่างผอม น้ำหนักตัวน้อย อากัปกิริยาคล่องแคล่ว
การกระทำฉับไวและแม้แต่พูดก็พูดเร็ว
ส่วนคนที่มีพลังปิตตะจะมีรูปร่างสันทัด
อากัปกิริยาพอสมตัวไม่เร็วไม่ช้า พูดคล่อง แต่มักมีอารมณ์โกรธง่าย
คนที่มีพลังกผะจะมีรูปร่างอ้วนท้วน
น้ำหนักตัวมาก แรงดี มีความมานะ อดทน ทำงานเป็นระเบียบ
และมีอารมณ์เยือกเย็น
นอกจากนี้พวกอายุรเวทยังเชื่อด้วยว่า
คนแต่ละโทศะจะเป็นโรคหรือมีข้อบกพร่องแตกต่างกันออกไป เช่น
คนที่มีพลังวาตะมักจะเป็นคนขี้วิตกกังวล ผิวหนังแห้ง เป็นโรคนอนไม่หลับ
โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
ในการรักษาคนป่วยที่มีพลังวาตะก็ต้องรับประทานอาหารต่างๆเข้าไปช่วยให้เกิดสภาวะสมดุลหรือช่วยระงับพลังวาตะนั้น
ซึ่งก็จะต้องเป็นอาหารที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นวาตะโทศะ
ในกรณีที่คนป่วยเป็นพวกทวิโทศะหรือตรีโทศะก็จะต้องรับประทานอาหารที่จะช่วยให้เกิดภาวะสมดุลซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
แพทย์อายุรเวทนอกจากจะกำหนดอาหารให้แก่คนตามลักษณะทางร่างกายแต่ละประเภทเพื่อให้ช่วยบำบัดและป้องกันโรคดังกล่าวมาแล้ว
เขายังมีวิธีการรักษาทางอายุรเวทอื่นอีกด้วย
การรักษาโรคด้วยวิธีการทางจิตวิทยาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีอยู่ในระบบของอายุรเวทนี้ด้วย
คนอินเดียได้ศึกษาวิชาจิตวิทยาคือศาสตร์เกี่ยวกับจิตนี้มานานนักหนาแล้ว
แม้แต่นายแพทย์จรกะของอินเดียเองก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
เขาไสร้างทฤษฎีแรงกระตุ้นในชีวิตของคนเราไว้ว่า
พฤติกรรมของมนุษย์ทุกอย่างเมื่อสรุปแล้วมีเป้าหมายหรือมีแรงผลักดันอยู่ 3
อย่างด้วยกัน คือ 1)เพื่อให้มีอายุยืนและมีสุขภาพแข็งแรง
2)เพื่อให้มีความมั่งคั่งทางด้านทรัพย์สินเงินทองและมีอำนาจวาสนา และ 3)
เพื่อบรรลุถึงการพัฒนาด้านจิตใจ
พวกอายุรเวทนอกจากจะแนะนำวิธีการฝึกจิตเพื่อให้คนมีสุขภาพจิตที่ดีแล้วก็ยังใช้อาหารเพื่อทำการบำบัดรักษาแก่คนป่วยที่มีปัญหาทางโรคจิต
ยกตัวอย่างเช่น
คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง เชื่อกันว่าเป็นผลมาจากพลังกผะเสียภาวะสมดุล
ก็ต้องรับประทานอาหารประเภทสลัด ซุปกระดูก ดื่มน้ำผสมเครื่องเทศ ประเภท กระวาน
กานพลู และขิง และอาหารประเภทที่ผสมน้ำผึ้งและอบเชย
ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติในทางแก้ไขหรือไปปรับพลังวาตะและพลังปิตตะทั้งสิ้น
การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคก็เช่นเดียวกับการรักษาโรคด้วยการกำหนดให้กินอาหาร
คือ เป็นไปตามหลักของโทศะต่างๆ
พวกอายุรเวทจะแบ่งสมุนไพรไปตามรสและคุณสมบัติร้อนและเย็นที่สัมพันธ์กับพลังโทศะต่างๆ
เขาถือว่าพลังวาตะและพลังกผะเป็นพลังร้อน
ส่วนพลังปิตตะเป็นพลังเย็น
เวลาจะใช้สมุนไพรรักษษโรคก็มีเป้าหมายให้สมุนไพรเข้าไปสร้างสภาวะสมดุลให้แก่พลังงานทั้งสาม
ทั้งนี้โยวิธีคานพลังหนึ่งด้วยพลังอีกอย่างหนึ่ง
หรือโดยวิธีใช้พลังหนึ่งเข้าไปควบคุมพลังที่เป็นโทษนั้นๆ
ยกตัวอย่างเช่น ขิงมีคุณสมบัติร้อนก็เชื่อว่าจะเป็นสมุนไพรใช้รักษาโรคไข้หวัดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ได้
ทั้งนี้เพระโรคที่ว่านี้ไม่ใช่อื่นไกลเลยมันคือพลังวาตะและพลังกผะที่แสดงอาการเย็นออกมามากเกินไปนั่นเอง
นอกจากจะคำนึงถึงรสและคุณสมบัติเย็น-ร้อนนั้นแล้ว
เวลาที่พวกแพทย์อายุรเวทจะกำหนดอาหารและยาให้แก่คนป่วยก็จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง
คือ รสของอาหารหรือสมุนไพรที่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้เมื่อผ่านกระบวนการย่อยในร่างกาย
ทั้งนี้เพราะของบางอย่างเมื่ออยู่ในปากมีรสเป็นพลังกผะ(รสหวาน)
หรือรสที่เป็นพลังปิตตะ(รสเปรี้ยว)
แต่เมื่อผ่านลำไส้เข้าไปแล้วอาจจะเปลี่ยนเป็นรสที่มีพลังเป็นวาตะ(รสเขม)ก็ได้
คราวนี้สมมุติว่า
ใช้วิธีการต่างๆจนหมดปัญญาไม่สามารถทำให้พลังต่างๆเกิดสภาวะสมดุลกันได้
เขาก็จะนำฤดูกาลมาเป็นเครื่องประกอบในการพิจารณา
เขาเชื่อว่าพลังโทศะต่างๆมีการขึ้น-ลงไปตามฤดูกาล
พลังวาตะซึ่งมีลักษณะเบา แห้ง เย็น และเคลื่อนไหวได้นั้น
จะขึ้นสูงสุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง พลังปิตตะซึ่งมีลักษณะแห้ง ร้อน และเป็นน้ำมัน
จะขึ้นสูงสุดในช่วงฤดูร้อน ส่วนพลังกผะซึ่งมีลักษณะเย็น หนัก
เป็นของเหลวจะขึ้นสูงสุดในช่วงฤดูหนาว
นอกจากนั้นแล้วพวกแพทย์อายุรเวทก็ยังเชื่อด้วยว่า
พลังโทศะทั้ง 3 อย่างเกิดการสูญเสียภาวะสมดุลขึ้นมาได้
ไม่ใช่เพียงเพราะปัจจัยภายนอก เช่น ภูมิอากาศ และอาหารเท่านั้น
แต่ยังอาจมาจากสาเหตุภายในก็ได้ด้วย
เป็นต้นว่าปฏิกิริยาอันสืบเนื่องมาจากความคิดและการกระทำที่ไม่เหมาะสม
ทั้งนี้เพราะความคิดของคนสามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของอาหารได้
ดังนั้นการชำระจิตใจและร่างกายให้บริสุทธิ์หมดจดจึงเป็นรากฐานสำคัญในแนวความคิดเกี่ยวกับการรักษาโรคของแพทย์อายุรเวท
เขาจึงกำหนดวิธีการต่างๆไว้ให้คนป่วยปฏิบัติเพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้สะอาดหมดจด
วิธีการต่างๆที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องสรีระร่างกายนั้นเป็นเรื่องของการจำกัด
การทำลาย การสำรอกของเสียออกจากร่างกาย ตลอดจนใช้เทคนิคการชำระล้างภายใน
ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือป้องกันไม่ให้โสรตะทั้งหลายเกิดการอุดตัน
ส่วนเทคนิคขั้นพื้นฐานที่ฝ่ายอายุรเวทใช้เพื่อช่วยให้คนป่วยมีสุขภาพที่ดีก็ได้แก่การฝึกสมาธิโยมีเป้าหมายเพื่อให้จิตเข้าถึงภาวะสงบแน่วแน่เป็นเอกัคคตา(มีอารมณ์ดิ่งเป็นอันเดียว)
อันเป็นแก่นแท้ของพระเวทและแหล่งกำเนิดของจิต
ในอายุรเวทของฝ่ายอินเดียไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับจุดที่ใช้ฝังเข็มเพื่อช่วยควบคุมพลังงานสำคัญในร่างกายเหมือนอย่างของฝ่ายจีน
แต่ฝ่ายอินเดียมีความเชื่อว่าในร่างกายของคนเรามีจุดต่างๆที่เรียกว่า “มารมะ” ซึ่งหากจุดที่ว่านี้ได้รับอันตรายคนก็อาจถึงตายหรือทุพพลภาพได้
ทฤษฎีเกี่ยวกับจุดมารมะนี้วงการนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ยังไม่ไดรับรอง
แต่ฝ่ายอายุรเวทบอกว่าจุดเหล่านี้บางจุดอยู่ที่อวัยวะ
ที่เส้นประสาทหรือเส้นเลือดที่สำคัญๆแต่บางจุดก็อยู่ตรงที่ไม่สู้จะสำคัญนัก
ปัจจุบันนักศึกษาทางอายุรเวทสมัยใหม่กำลังสนใจตำราโบราณกันมาก
เพื่อศึกษาค้นคว้าในเรื่องจุดมารมะทั้ง 108 จุดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
มีทฤษฎีหนึ่งบอกว่ามารมะคือจุดต่างๆที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างจิตกับกาย
และระหว่างกายกับระบบจักรวาล ทฤษฎีนี้กล่าวด้วยว่า
เมื่อสามารถขจัดสิ่งที่ปิดกั้นหรืออุดตันอยู่ที่จุดมารมะเหล่านี้ได้แล้วก็อาจจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของมนุษย์ให้ดีขึ้นและแม้กระทั่งช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ด้วย
การที่แนวความคิดของฝ่ายอายุรเวทมีลักษณะไม่หยุดนิ่งลื่นไหลแต่เป็นไปในลักษณะสอดประสานสัมพันธ์กัน
เป็นสิ่งสะท้อนถึงแนวความคิดของชาวฮินดูที่เห็นว่าจักรวาลมีความเคลื่อนไหวมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่แต่สอดประสานกัน
และแนวความคิดนี้เองก็ยังมีส่วนสัมพันธ์กับวิธีการตรวจคนป่วยของฝ่ายอายุรเวทที่ดูออกจะซับซ้อนมากพอควร
กล่าวคือ
พวกแพทย์อายุรเวทมีวิธีการตรวจตามขั้นตอนต่างๆ 8 ขั้นตอนด้วยกัน
ขั้นตอนแรกจะตรวจที่ชีพจรก่อน
การตรวจชีพจรนี้เชื่อกันว่าจะทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะของโทศะต่างๆ คือ ถ้าชีพจรเต้นเร็วและแผ่วเบาก็แสดงว่าพลังวาตะเกิดเสียภาวะสมดุล
ถ้าชีพจรเต้นแรงก็แสดงว่าพลังปิตตะเสียภาวะสมดุล
และถ้าชีพจรเต้นช้าก็แสดงว่าพลังกผะเสียภาวะสมดุล
หลังจากตรวจชีพจรเสร็จสรรพแล้วขั้นตอนต่อไปก็จะตรวจตา
ตรวจอุณหภูมิหู ตรวจลักษณะและสีของลิ้นและผิวหนัง สีของปาก เสียงที่พูดออกมา
ตลอดจนปัสสาวะของคนป่วย
พวกแพทย์ทางอายุรเวทมีลักษณะเหมือนแพทย์จีนตรงที่เห็นว่าลักษณะกิริยาอาการภายนอกตลอดจนจิตใจ
อารมณ์และพฤติกรรมทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งบอกเหตุให้รู้สภาวะเจ็บป่วยของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี
แต่เมื่อเทียบกับฝ่ายจีนแล้วอายุรเวทของฝ่ายฮินดูจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวตะวันตกค่อนข้างเชื่องช้ากว่าฝ่ายจีนมาก
ทั้งนี้เป็นเพราะว่าอายุรเวทมีการฟื้นฟูช้าแม้แต่ในประเทศอินเดียเอง
มิหนำซ้ำกว่าจะผสมผสานกับวิธีการต่างๆของแพทย์แบบตะวันตกได้ก็กินเวลาช้านาน ซึ่งผิดกับฝ่ายจีนที่ยอมรับวิธีการแพทย์สมัยใหม่แบบตะวันตกเข้าไว้ในวิธีการแพทย์แบบโบราณของตนได้อย่างรวดเร็วกว่า
การณ์จึงปรากฏว่าตามโรงพยาบาลหรือคลินิกบางแห่งของจีนมีวิธีการรักษาโรคทั้งสองแบบควบคู่ไปพร้อมๆกัน
อย่างไรก็ตามในประเทศอินเดียทุกวันนี้ก็ได้มีการฟื้นฟูและทดสอบวิธีการรักษาโรคแบบอายุรเวทนี้อย่างกว้างขวาง
ปัจจุบันในประเทศอินเดียมีแพทย์ทางอายุรเวทอยู่เกือบ
500,000 คน
และมีการสอนอายุรเวทในมหาวิทยาลัยต่างๆควบคู่ไปกับวิชาการแพทย์แบบตะวันตก
นอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาและวิจัยสมุนไพรตามแบบของอายุรเวทเพื่อนำมาใช้รักษาโรคควบคู่กับยาแผนปัจจุบันของฝ่ายตะวันตกอีกด้วย
ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามมากพอสมควรกว่าที่จะศึกษาสมุนไพรต่างๆได้ครบถ้วนทุกสูตร
มีเรื่องเล่ากันว่าอาจารย์สอนวิชาการแพทย์ทางอายุรเวทผู้หนึ่งเวลาจะทดสอบนักศึกษาของตนว่าสมควรจะสำเร็จการศึกษาได้หรือยัง
ก็จะใช้วิธีส่งนักศึกษาเข้าไปในป่าเพื่อให้ไปหาต้นไม้ที่ใช้เป็นยาไม่ได้มาให้อาจารย์
นักศึกษาคนใดกลับมามือเปล่าคือหาต้นไม้ใบหญ้าที่ไม่มีสรรพคุณทางการรักษาโรคไม่ได้แม้แต่ชนิดเดียว
นักศึกษาผู้นั้นก็มีสิทธิ์ที่จะสำเร็จการศึกษาวิชาการแพทย์ทางอายุรเวท
ในพระไตรปิฎกในส่วนวินัยปิฎกของพระพุทธศาสนา
ก็มีเรื่องเล่าในทำนองเดียวกันนี้เกี่ยวกับหมอชีวกโกมาภัจในตอนที่จะสำเร็จการศึกษาวิชาการแพทย์จากสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์แห่งเมืองตักสิลา
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ได้ใช้วิธีการทดสอบแบบเดียวกันนี้กับหมอชีวกโกมารภัจ
องค์การอนามัยโลกกำลังสนับสนุนให้นำวิธีการรักษาโรคแบบอายุรเวทไปใช้ทั่วโลกเพราะเห็นว่าเป็นวิธีการรักษาที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงๆเหมือนวิธีการแบบแพทย์แผนปัจจุบัน
จึงเหมาะกับประเทศจนๆอย่างในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย
และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้มีคลินิกรักษาโรคแบบอายุรเวทปรากฏขึ้นมาหลายแห่งเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามวงการแพทย์แผนปัจจุบันก็ยังมีความเคลือบแคลงวิธีการรักษาโรคด้วยอายุรเวทนี้กันอยู่และส่วนที่ยังสงสัยกันมากก็เหมือนกับที่สงสัยในระบบการรักษาโรคแบบของจีน
นั้นก็คือ เป็นระบบการรักษาที่ขาดรากฐานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดั่งทั้งในสหรัฐอเมริกา
ยุโรปและอเมริกาใต้หลายคนได้เริ่มสนใจศิลปะการรักษาโรคแบบของอายุรเวทนี้กันแล้ว
ตัวอย่างเช่น แพทย์หญิงแนนซี
ลอนส์ดอร์ฟ(Nancy Lonsdorf) ผู้อำนวยการคลินิกชื่อ
มหาฤษี อายุรเวท เมดิคอล เซ็นเตอร์ (Maharishi Ayurveda Medical Center) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี
คลินิกแห่งนี้ให้การบำบัดรักษาโรคแก่คนป่วยทั้งด้วยวิธีอายุรเวทและด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันไปพร้อมๆกัน
แพทย์หญิงแนนซีผู้นี้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางแพทยศาสตร์จากวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น
ฮอปกินส์ และได้รับปริญญาโททางด้านวิทยาโรคจิตจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
เธอไม่ได้ทิ้งวิธีการรักษาโรคแบบแผนปัจจุบันที่ได้ร่ำเรียนมาแต่ในขณะเดียวกันก็มีความเห็นว่าวิธีการรักษาโรคแบบอายุรเวทนี้มีอะไรหลายๆอย่างที่ทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังขาดอยู่
อีกคนหนึ่งที่ให้การสนับสนุนการรักษาโรคด้วยวิธีการแบบอายุรเวท
ได้แก่ นายแพทย์จอห์น แคนารี(John Canary) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยต่อมไร้ท่อที่วิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ
ทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
นายแพทย์ผู้นี้ได้รับการศึกษาวิธีการรักษาโรคแบบแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับการแพทย์แบบอายุรเวทและการแพทย์จากวัฒนธรรมอื่น
“มีหลายสิ่งหลายอย่างในวงการแพทย์แผนโบราณ”นายแพทย์จอห์น แคนารีกล่าว”ที่ควรนำมาใช้ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันของเรา
ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ การบำบัดด้วยฮอร์โมนและการฉายรังสี”
การรักษาโรคแบบโยคะ
อายุรเวทเป็นของแปลกใหม่สำหรับชาวตะวันตกเมื่อเทียบกับวิธีการรักษาโรคแบบโบราณของอินเดียอีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า”โยคะ” โยคะเป็นที่นิยมกันมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆในภาคพื้นยุโรปในช่วงทศวรรษหลังปี
1960
โยคะเป็นศิลปะเก่าแก่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวทและมีอรรถาธิบายอย่างละเอียดอยู่ในคัมภีร์อุปนิษัท
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการรักษาโรคทางกายและทางจิตนั้นมีปรากฏอยู่ในราชโยคะ
ในโยคสูตรซึ่งรวบรวมโดยท่านฤษีปตัญชลีในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช
อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่แท้ของโยคะ(แปลว่า
อยู่ร่วม)
ก็มิใช่เพื่อเสริมสร้างสุขภาพทางกายให้แก่บุคคลแต่เพื่อให้บุคคลได้อยู่ร่วมกับพระพรหม
ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นและจุดทุดท้ายของสรรพสิ่ง
และถือว่าเป็นสิ่งจริงแท้และยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปร
พวกที่ปฏิบัติโยคะมีความเห็นว่าปรากฏการณ์ทุกอย่างเป็น”มายา” ที่หลอกมนุษย์ให้หลงผิดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด
ธรรมชาติ และเป้าหมายสุดท้ายของตนเอง
เมื่อมนุษย์ได้อยู่ร่วมกับพระพรหมแล้วมายาหรือการหลงผิดก็จะยุติลงพร้อมๆกับหยุดกระแสของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
โยคะจึงมีเป้าหมายเพื่อให้การศึกษาและตระเตรียมวิญญาณให้กลับคืนสู่ภพภูมิที่แท้จริงของตน(คือการเข้าไปอยู่ร่วมกับพระพรหม)
โยคะได้วางหลักการไว้ 4
อย่างเพื่อดำเนินไปให้ถึงเป้าหมายที่ว่านี้ หลักโยคะทั้ง 4 ได้แก่ 1)กรรมโยคะ
การกระทำที่ไม่เห็นแก่ตัว 2) ภักติโยคะ การอ้อนวอนเซ่นสรวงพระพรหม 3) ชญาณโยคะ
การใช้สติปัญญาและจิตจำนงที่ถูกที่ควร และ 4) ราชโยคะ
การพยายามหาวิธีเปลี่ยนแปลงพลังกายให้เป็นพลังวิญญาณด้วยการฝึกกายและฝึกจิต
ราชโยคะและหฐโยคะ(ซึ่งเป็นศาสตร์ย่อยของราชโยคะ)
เป็นโยคะ 2 ประเภทที่ชาวตะวันตกรู้จักกันมากที่สุด
อายุรเวทและโยคะมีแหล่งกำเนิดในประเทศอินเดียเหมือนกัน
แต่ก็มีลักษณะที่เหมือนและต่างกันในบางลักษณะ เช่น
หลักเกี่ยวกับอาหารฝ่ายโยคะเอามาจากตำราการแพทย์ของฝ่ายอายุรเวท เป็นต้น
แต่โยคะมีแนวที่ยึดหลักในเรื่องความลี้ลับและอิทธิปาฏิหาริย์
จึงไม่ใช่ระบบการรักษาโรคที่มีรากฐานทางปรัชญาและทางปฏิบัติรองรับเหมือนอย่างแบบของอายุรเวท
กระนั้นก็ตามโยคะซึ่งถือว่าร่างกายที่แข็งแรงเป็นปัจจัยสำคัญแก่การพัฒนาจิตใจหรือวิญญาณให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริง
จึงได้พัฒนาหลักการของตนเองเพื่อใช้ฝึกฝนให้มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
แนววิธีการรักษาโรคที่ชาวตะวันออกได้จากโยคะ
ก็คือ แนวความคิดเกี่ยวกับ”ปราณ” ซึ่งได้แก่พลังจักรวาลที่เข้าสู่ร่างกายโยผ่านทางลมหายใจ
จึงได้เกิดแนวความคิดเรื่อง”ปราณยมะ” การควบคุมลมหายใจ
ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกับทางอายุรเวท
“ปราณ” เป็นพลังชีวิตเช่นเดียวกับ”กี”ของฝ่ายจีน ที่เชื่อกันว่าเป็นพลังที่ไหลผ่านทางท่อต่างๆในร่างกายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ท่อที่ว่านี้ทางฝ่ายโยคะเรียกว่า”นที”
ฝ่ายโยคะเชื่อด้วยว่ากายเนื้อของคนเราถูกแวดล้อมด้วยกายทิพย์ที่มีลักษณะไม่ผิดอะไรกับกายเนื้อ
แต่มีความละเอียดมากกว่า ปกติแล้วกายทิพย์นี้จะมองเห็นได้ก็ด้วยอาศัยตาทิพย์ของผู้ฝึกโยคะ
ซึ่งเรียกกันว่า”โยคี” แต่ก็มีอยู่เหมือนกันที่คนธรรมดาสามารถมองเห็นกายทิพย์ได้แม้ว่าจะไม่ได้ฝึกโยคะก็ตาม
ฝ่ายโยคะเชื่อว่าท่อ”นที”ต่างๆมีอยู่ในกายทิพย์นี่เอง
ส่วน”ปราณ” ก็เป็นพลังสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างกายทิพย์(ซึ่งเป็นกายที่ยังคงอยู่และไปเกิดใหม่หลังจากมนุษย์ตายไปแล้ว)
กับกายเนื้อซึ่งแตกทำลายไปในเวลาคนตาย
ทั้งกายเนื้อและกายทิพย์แยกออกจากกันแต่ทำงานในลักษณะสอดประสานเชื่อมโยงถึงกันและกันในร่างกายมนุษย์
ส่วนฝ่ายจีนก็มีแนวความคิดเรื่อง 2
กายนี้เหมือนกัน แต่เรียกกายทิพย์ที่ท่องเที่ยวไปยังปรโลกหลังจากคนตายว่า”ฮัน” และเรียกกายเนื้อที่แตกตายทำลายขันธ์ไปว่า”โป”
ส่วนระบบเส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ส่งพลังงานต่างๆไปตามร่างกายมนุษย์นั้น
ฝ่ายจีนบอกว่าส่งผ่านทางกายเนื้อ(โป) ไม่ใช่ผ่านทางกายทิพย์อย่างระบบโยคะของอินเดีย
“ปราณ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพลัง
“กี” คือเชื่อกันว่าเป็นพลังที่ทำให้คนมีสุขภาพแข็งแรงและมีชีวิตชีวาเมื่อสามารถเลื่อนไหลไปได้อย่างอิสระตามท่อ”นที”ต่างๆ
ซึ่งก็จะทำหน้าที่ประจุพลังไว้ในร่างกายและทำหน้าที่ขจัดสิ่งสกปรกหรือมลทินทั้งหมดออกไปจากร่างกายด้วย
นอกจากนั้นแล้วก็ยังสามารถควบคุมและเก็บรักษาพลังปราณไว้ได้ด้วยวิธีควบคุมลมหายใจที่เรียกว่า”ปราณยมะ” เป้าหมายของการ”ควบคุม”ปราณนี้ก็เพื่อให้จิตไม่ฟุ้งซ่านด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก
แล้วส่งพลังรักษาโรคไปยังอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย
ส่วนเป้าหมายของการ”เก็บรักษา”พลังปราณนั้นก็เพื่อให้มีพลังปราณไว้มากๆอันจะเอื้อประโยชน์ให้คนเรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้
ท่อ”นที”ในร่างกายของคนเราในทัศนะของฝ่ายโยคะว่ามีด้วยกันทั้งสิ้น
72,000 ท่อ แต่เมื่อรวมกันแล้วสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ 1)ท่อปิงคละ
2)ท่ออิทะ และ 3)ท่อสุสุมนะ ท่อทั้ง 3
นี้เกี่ยวโยงกับพลังทั้ง 3 คือ พลังปิตตะ พลังวาตะ
และพลังกผะของฝ่ายอายุรเวทนั่นเอง
ท่อปิงคละมีปลายสุดอยู่ที่ช่องจมูกขวา
ส่วนท่ออิทะมีปลายสุดอยู่ที่ช่องจมูกซ้าย ท่อปิงคละทำหน้าที่นำพลังแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังร้อนเข้าสู่ร่างกาย
ส่วนท่ออิทะก็ทำหน้าที่นำพลังแสงจันท์ที่เป็นพลังเย็นเข้าสู่ร่างกาย
จากนั้นท่อปิงคละและท่ออิทะก็จะนำพลังแสงอาทิตย์และพลังแสงจันทร์ที่เป็นปฏิปักษ์กันไหลลงมาเบื้องล่างเวียนรอบท่อสุสุมนะซึ่งเป็นท่อที่เป็นกลางๆอยู่ตรงกลางกระดูกสันหลัง
ทำหน้าที่รองรับทั้งพลังแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังร้อนและพลังแสงจันทร์ที่เป็นพลังเย็นเอาไว้
แล้วประสานพลังทั้งสองเข้าด้วยกันส่งผ่านไปตามจุดต่างๆในร่างกาย
ท่อสุสุมนะเป็นท่อที่ละเอียดอ่อนมากมีลักษณะคล้ายกับไขสันหลังในกายเนื้อของมนุษย์และเป็นท่อที่สำคัญมากที่สุดในหมู่ท่อทั้งหลาย
ตามจุดต่างๆที่ท่อสุสุมนะไหลผ่านเป็นที่ตั้งของ”จักร” หรือ”วงล้อ”ต่างๆจำนวน 7 ชนิดด้วยกัน
จักรหรือวงล้อเหล่านี้เป็นศูนย์กลางของพลังงานสำคัญของกายทิพย์
จักรหรือวงล้อที่ 7
อยู่ที่กระหม่อมของมนุษย์ โบราณบอกว่าจักรทั้ง 7 เหล่านี้มีลักษณะเหมือนดอกบัว
ซึ่งมีจำนวนกลีบดอกแตกต่างกันออกไปตามสีอารมณ์ อวัยวะ ระบบประสาท
และเทวดาที่ทำหน้าที่คุ้มครองของแต่ละบุคคล
จากล่างสุดถึงบนสุดมีจักร 7
จักรตั้งอยู่ตามลำดับดังนี้ 1)ที่ทวารหนัก 2) ที่อวัยวะเพศ 3)ที่สะดือ 4) ที่หัวใจ
5) ที่คอ 6) ที่หว่างคิ้ว และ 7) ที่กระหม่อม
จักรที่อยู่ต่ำสุดคือจักรที่อยู่ตรงทวารหนัก
เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของสิ่งที่เรียกว่า”กุณฑลินี”
อันเป็นพลังงานที่นอนสงบนิ่งอยู่ มีลักษณะเหมือนงูขด
โยคีบางท่านจะใช้วิธีปราณยมะ
วิธีเข้าสมาธิ และวิธีอื่นๆไปกระตุ้นพลังงูนอนขดที่ว่านี้
เมื่อพลังงูนอนขดถูกกระตุ้นก็จะเลื้อยขึ้นไปทะลวงตามจุดต่างๆของในร่างกายมนุษย์จากนั้นพลังปราณก็จะไหลเข้าไปได้มากมาย
ทำให้โรคภัยไข้เจ็บสลายไปสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโยคีกระตุ้นพลังงูนอนขดนี้ให้เลื้อยทะลุผ่านจุดที่จักรต่างๆตั้งอยู่จนผ่านถึงจุดที่อยู่บนกระหม่อม
ซึ่งมีลักษณะเหมือนดอกบัวพันกลีบนี้แล้ว โยคีผู้นั้นก็เข้าถึงภาวะ”สมาธิ”สามารถกำจัด”มายา”และเข้าถึงภาวะทิพย์ต่างๆมรหูทิพย์และตาทิพย์
เป็นต้น
บทสรุป
:ผสมผสานทุกวิธีดีที่สุด
กล่าวโยสรุปได้ว่า แนวความคิดของโยคะ
อายุรเวท และเต๋ามีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการรักษาโรคของชาวตะวันออกและไม่จำเป็นว่าคนป่วยจะต้องเข้าใจระบบที่ซับซ้อนของแนวความคิดทั้ง
3 นี้ก่อนจึงจะได้ผลทางการรักษา
ยกตัวอย่างเช่น
การฝังเข็มของจีนสามารถนำไปใช้บำบัดโรคปวดตามข้อและโรคอื่นได้โยไม่จำเป็นว่าผู้ป่วยจะต้องศึกษาลัทธิเต๋าหรือมีความเชื่อเรื่องหยิน-หยางหรือไม่
ในทำนองเดียวกันคนป่วยที่เปลี่ยนไปรับประทานอาหารประเภทที่ให้กากมากๆและมีไขมันน้อยก็จะมีสุขภาพดีขึ้นโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องไปอ่านคัมภีร์พระเวทหรือคัมภีร์อุปนิษัทของอินเดียเสียก่อน
วิธีการรักษาโรคของชาวตะวันออกหลายต่อหลายอย่าง
มีลักษณะโยงใยเอาวิธีการต่างๆมาผสมผสานเข้าด้วยกันไม่ได้ใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งโยลำพัง
จึงเป็นเรื่องที่แพทย์แผนปัจจุบันจะต้องตัดสินใจเอาเองว่าควรจะนำเอาวิธีการรักษาแบบตะวันออกแบบไหนมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่คนป่วยทั้งในด้านการบำบัดรักษาโรคทางกายและบำบัดโรคทางใจ
อย่างไรก็ตามแม้จะมีแพทย์ชาวตะวันตกที่สนับสนุนแนวทางการรักษาโรคแบบตะวันออกแต่ก็คงไม่มีใครคิดจะเลิกล้มวิธีการรักษาแบบตะวันตกแล้วหันมาใช้วิธีการรักษาโรคแบบตะวันออกนี้แทน
เพียงแต่แพทย์ทั้งหลายต้องการศึกษาเพื่อหาทางประสมประสานระหว่างแนวคิดของฝ่ายตะวันตกกับฝ่ายตะวันออกเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง
สมดังที่จักรพรรดิเหลือง (หวงตี้)
ของจีนตรัสไว้เมื่อ 5,000 ปีมาแล้วว่า”คนฉลาดจะเรียนรู้ร่วมกับคนอื่น
ส่วนคนโง่จะงมโข่งไปคนเดียว”.(Those who are wise inquire and search
together, while those who are ignorant and stupid inquire and search apart from
each other.)

No comments:
Post a Comment